ASW โชว์ฟอร์มแกร่ง Q1/2569 กวาดพรีเซล 6,854 ล้านบาท แรงส่งจากโครงการใหม่โซนรังสิต-ภูเก็ตดันยอดขายรับต้นปี เผยสัญญาณบวกหลังยอดจองจากลูกค้าต่างชาติโต ตอกย้ำความเชื่อมั่นตลาดภูเก็ตในระยะยาว ขึ้นแท่น World Destination ดึงดูดกลุ่ม High Net Worth และ Long-stay จากทั่วโลกที่ต้องการบ้านหลังที่สอง เน้นรักษาวินัยทางการเงิน-บริหารจัดการสต๊อก ย้ำโครงการพร้อมอยู่ราคาต้นทุนเดิม มอบความคุ้มค่าตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความพร้อม เตรียมรับรู้รายได้จากการทยอยโอน 6 โครงการสร้างเสร็จใหม่ในครึ่งปีแรก เล็งจ่ายปันผล Yield 7% ซึ่งเป็นระดับที่สูงในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กำหนดขึ้น XD วันที่ 30 เม.ย. นี้
นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความท้าทายรอบด้าน ASW ยังสามารถรักษาเสถียรภาพของผลการดำเนินงานให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยในช่วงไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) ของปี 2569 บริษัททำยอดขายจากโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมได้ทั้งหมด 6,854 ล้านบาท เติบโตขึ้น 16% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และคิดเป็น 37% ของเป้าหมายยอดขายทั้งปี ซึ่งตั้งไว้ที่ 18,500 ล้านบาท

ความสำเร็จของยอดขายใน Q1/2569 มาจากการเปิดตัว 3 โครงการใหม่ ได้แก่ “เบียงกาน่า สุรินทร์” (Biancana Surin) โครงการ Leisure Residence ใกล้หาดสุรินทร์ จ.ภูเก็ต มูลค่ารวม 3,200 ล้านบาท ที่ทำยอดจองไปแล้วกว่า 65% โครงการแคมปัสคอนโด “เคฟ คานิเวิล รังสิต” (Kave Carnival Rangsit) มูลค่ารวม 1,400 ล้านบาท และ “ไวส์ เฮาส์ รังสิต” (Wise House Rangsit) ช้อปเฮ้าส์บนคอมมูนิตี้แห่งใหม่ใกล้ ม.รังสิต มูลค่ารวม 255 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองโครงการได้เปิดรอบพิเศษ VVIP เมื่อวันที่ 27-28 มี.ค. ที่ผ่านมา รวมถึงโครงการ “โคราลิน่า กมลา” (Coralina Kamala) และ “เดอะ บาลโคนี ในยาง” (The Balcony Naiyang) ที่ยังคงขายดีอย่างต่อเนื่อง และกระแสตอบรับที่ดีจากอีเวนต์ครั้งแรกของปี “AssetWise Funtastic Deal” ที่สามารถทำยอดขายได้ถึง 1,200 ล้านบาท
“ยอดพรีเซลของ ASW ยังมีแนวโน้มที่ดี โดยเราพบสัญญาณบวกจากการตัดสินใจซื้อของลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 สัปดาห์หลังเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ในระยะสั้นเรามองว่านักท่องเที่ยวบางส่วน เช่น กลุ่ม Middle East และบางประเทศในยุโรป อาจชะลอลงจากข้อจำกัดด้านการเดินทาง และผลกระทบด้านต้นทุนพลังงาน แต่ในระยะยาวเราเชื่อมั่นว่าภูเก็ตยังเป็น World Destination ที่สำคัญอันดับต้นๆ ของเอเชีย ด้วยสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน โรงพยาบาล โรงเรียนนานาชาติชั้นนำ รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านวีซ่าระยะยาว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับกลุ่ม High Net Worth และกลุ่ม Long-stay จากทั่วโลกที่มองหาบ้านหลังที่สอง” นายกรมเชษฐ์ กล่าว

นายกรมเชษฐ์กล่าวอีกว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ความชัดเจนทางการเมืองและการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.00% แนวโน้มเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่าลงต่อเนื่องซึ่งช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ตลอดจนมาตรการลดค่าโอน-จดจำนอง และผ่อนปรนเงื่อนไข LTV ที่จะสิ้นสุดใน มิ.ย. นี้ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย โดย ASW ยึดหลักในการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับสภาวะตลาด ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงิน ดูแลสภาพคล่อง และบริหารจัดการสต๊อก (Inventory) อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสินค้ากลุ่มดังกล่าวเป็นต้นทุนค่าก่อสร้างเดิม ทำให้ ASW ยังสามารถคงระดับราคาที่เหมาะสม ตอบโจทย์ผู้บริโภคในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าด้านราคาเป็นหลัก จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีความพร้อม ให้สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่คุ้มค่ากับคุณภาพที่สุดในขณะนี้

ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนทยอยโอนฯโครงการที่จะสร้างเสร็จใหม่ในปีนี้อีก 11 โครงการ มูลค่ารวม 26,760 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่ารวมสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะสร้างการรับรู้รายได้ที่มั่นคงให้กับ ASW ตลอดทั้งปี โดยช่วงครึ่งปีแรกมีโครงการสร้างเสร็จใหม่ 6 โครงการ มูลค่ารวม 16,360 ล้านบาท ได้แก่ 1.โมดิซ อาวองการ์ด (Modiz Avantgarde) มูลค่า 1,800 ล้านบาท และ 2.เคฟ ลูมินัส บางมด (Kave Luminous Bangmod) มูลค่า 1,200 ล้านบาท 3.โมดิซ วอลท์ เกษตร-ศรีปทุม (Modiz Vault Kaset-Sripatum) มูลค่า 2,200 ล้านบาท 4.เคฟ เจเนซิส นครปฐม (Kave Genesis Nakhon Pathom) มูลค่า 1,160 ล้านบาท รวมถึง 5.เดอะ ไทเทิล เฮอริเทจ บางเทา (THE TITLE Heritage Bang-Tao) มูลค่า 6,000 ล้านบาท และ 6.เดอะ ไทเทิล เซเรนิตี้ ในยาง (THE TITLE Serenity Naiyang) มูลค่า 4,000 ล้านบาท ที่พัฒนาโดยบริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE บริษัทย่อยในเครือ

ทั้งนี้ ASW ยังมุ่งสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน เตรียมเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี (AGM) เพื่ออนุมัติจ่ายปันผลสำหรับกำไรสะสมและผลการดำเนินงานของบริษัทงวด 12 เดือนของปี 2568 ในอัตรา 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ระดับ 7% อ้างอิงจากราคาปิดสิ้นเดือนมี.ค. 2569 ซึ่งเป็นระดับที่สูงในกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยต้องผ่านการอนุมัติจากการประชุมฯ ในวันที่ 23 เม.ย. 2569 และจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 30 เม.ย. 2569
