พฤษภาคม 2569 – ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และ Startup ยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญหลายด้าน ทั้งด้านเงินทุน บุคลากร ตลาด มาตรฐาน เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงกฎระเบียบที่ซับซ้อน กระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ทำให้ต้องติดต่อหลายช่องทาง มีขั้นตอนซ้ำซ้อน และอาจทำให้ผู้ประกอบการเสียโอกาสหรือได้รับการสนับสนุนที่ไม่ต่อเนื่อง สำหรับการปลดล็อกกฎระเบียบ ในบริบทของการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) คือ จึงเป็นการทำให้กฎหมายและกลไกภาครัฐเอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม และปรับตัวได้ทันต่อเทคโนโลยี ลดช่องว่างระหว่างความเร็วของนวัตกรรมกับกระบวนการรัฐ เปลี่ยนบทบาทของกฎหมายจาก ‘ข้อจำกัด’ เป็น ‘ตัวเร่งนวัตกรรม’ โดยลดต้นทุน ลดความเสี่ยง เปิดโอกาส และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทดลองและการเติบโตของธุรกิจ โดยยึดความต้องการของผู้ประกอบการเป็นศูนย์กลาง
บทบาทของ สอวช. จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชิงนโยบาย เชื่อมมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐ เพื่อค้นหาจุดเชื่อมโยงในระบบนิเวศนวัตกรรม และออกแบบกลไกสนับสนุนให้ตรงจุด ทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากร เงินทุน มาตรฐาน และตลาด โดยเฉพาะการออกแบบนโยบายและมาตรการสำหรับช่วงรอยต่อจากงานวิจัยสู่ธุรกิจ และจาก Startup สู่ Scale-up

กลไกสำคัญที่ สอวช. ร่วมผลักดัน ได้แก่ พระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม หรือ TRIUP Act ที่เปิดให้ผู้รับทุนถือครองและนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรง รวมถึงกลไก University Holding Company ที่เปิดทางให้มหาวิทยาลัยนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเชิงธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยในปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยจัดตั้ง Holding Company แล้ว 13 แห่ง มีทุนจดทะเบียนรวมกว่า 500 ล้านบาท และร่วมลงทุนใน Startup และ Spin-off มากกว่า 110 บริษัท สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากงานวิจัยบนหิ้งสู่นวัตกรรมเชิงธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
อีกตัวอย่างสำคัญคือการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food ผ่านการพัฒนา “Positive List” หรือ บัญชีรายการกล่าวอ้างทางสุขภาพของสารสำคัญ (Health Claims) โดยนำองค์ความรู้และงานวิจัยที่มีอยู่แล้วเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา ช่วยผู้ประกอบการในการพัฒนาสินค้าใหม่ และสื่อสารคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ได้ชัดเจนขึ้น ช่วยลดเวลา ลดต้นทุน และลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียน

นอกจากนี้ สอวช. ยังส่งเสริมกลไก Reverse Pitching ให้บริษัทขนาดใหญ่เป็นผู้ตั้งโจทย์ธุรกิจจริง และเปิดให้ Startup พัฒนาแนวทางเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ โดยมีมหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นตัวกลางช่วยคัดเลือกและเชื่อมโยงผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสการนำนวัตกรรมไปทดลองใช้จริงและต่อยอดเชิงธุรกิจ
ดร.สิริพร ระบุว่า สิ่งที่ต้องเร่งพัฒนาควบคู่กันคือมาตรการเชิง Demand-side เพื่อสร้างตลาดรองรับนวัตกรรม เช่น การใช้ภาครัฐเป็นผู้ซื้อรายแรก (First Buyer) การกำหนดระบบจัดซื้อจัดจ้างสำหรับสินค้านวัตกรรม การสนับสนุนการร่วมลงทุน (Co-investment) และกลไกการเงินใหม่ที่ผสานเงินรัฐและเอกชน เพื่อช่วยธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง หรือ Deep Tech ให้ข้ามช่วงความเสี่ยงและเติบโตได้

ในด้านการเชื่อมโยงข้อมูล สอวช. อยู่ระหว่างผลักดันความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 18 หน่วยงาน เพื่อใช้ประโยชน์ข้อมูลร่วมกัน โดยเฉพาะกรณีการสนับสนุนทางการเงิน อาจจะสามารถพัฒนาไปสู่ระบบ One-Stop Service ให้ผู้ประกอบการยื่นเรื่องเพียงครั้งเดียว และเชื่อมต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที พร้อมผลักดัน Innovation Sandbox เพื่อเปิดพื้นที่ทดลองเทคโนโลยีใหม่ในสภาพแวดล้อมจริง ภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยเฉพาะนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งหากไม่มีพื้นที่ทดลองที่ยืดหยุ่น อาจทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้ยาก
ด้านการพัฒนากำลังคน กระทรวง อว. ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา หรือ Higher Education Sandbox เพื่อให้การจัดการศึกษายืดหยุ่นและเปิดให้ภาคเอกชนร่วมออกแบบหลักสูตร ควบคู่กับธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่วนด้านทุน มีการพัฒนา Matching Fund ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อให้งานวิจัยตอบโจทย์ความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม

ดร.สิริพร กล่าวว่า ผู้ประกอบการควรมองระบบ อววน. เป็น “พาร์ทเนอร์เชิงกลยุทธ์” ไม่ใช่เพียงแหล่งทุน เพราะระบบนี้มีทั้งองค์ความรู้ งานวิจัย นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ ห้องปฏิบัติการ โรงงานต้นแบบ อุทยานวิทยาศาสตร์ และโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดต้นทุน เร่งการทดสอบผลิตภัณฑ์ และสนับสนุนการเติบโต โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่สร้างความแตกต่าง แทนการแข่งขันด้านราคา
ในเชิงผลลัพธ์ ประเทศไทยเริ่มเห็นความก้าวหน้าของเศรษฐกิจนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม จากการตั้งเป้าหมายของ สอวช. ในการสร้างธุรกิจฐานนวัตกรรม หรือ Innovation-driven Enterprise: IDE ที่มีรายได้เฉลี่ย 1,000 ล้านบาท จำนวน 1,000 ราย ปัจจุบันมีบริษัทที่ทำรายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาทต่อปีแล้ว 688 บริษัท สะท้อนการยกระดับเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

สำหรับระยะ 3–5 ปีข้างหน้า สอวช. มุ่งยกระดับความคล่องตัวของกฎระเบียบ (Regulatory Agility) ให้รวดเร็ว ยืดหยุ่น และทันต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ ขณะเดียวกันต้องรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัย ความเป็นธรรม และการเปิดโอกาสให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้จริง ขณะที่แนวทางการผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่เวทีโลกต้องเร่งดำเนินการใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การยกระดับมาตรฐานสากล การพัฒนาข้อมูลตลาดเชิงลึก และการออกแบบมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดในการขยายธุรกิจ
“หากผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากระบบ อววน. ได้เต็มที่ และภาครัฐออกแบบระบบนิเวศนวัตกรรมได้ครบวงจร ตลอดเส้นทางธุรกิจ ตั้งแต่เริ่มต้น ทดลอง ขยายผล ไปจนถึงการแข่งขันในตลาดโลก ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตอย่างยั่งยืน มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างแท้จริง” ดร.สิริพร กล่าวทิ้งท้าย
