AIS ผนึก Huawei Cloud ผสานศักยภาพคลาวด์ระดับโลกและโซลูชัน 5G อัจฉริยะ ดันการผลิตอุตฯไทยสู่ฐานการผลิตยุค AI

i & Tech

           AIS Business และ Huawei Cloud ร่วมลงนามความร่วมมือ (MOU) เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตอัจฉริยะที่ใช้ข้อมูลและ AI เป็นกลไกสำคัญ โดยผสานความแข็งแกร่งด้านโครงข่ายและความเข้าใจในภาคธุรกิจไทยของ AIS Business เข้ากับเทคโนโลยี Cloud, AI และองค์ความรู้ด้านการผลิตระดับโลกของ Huawei Cloud เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเทคโนโลยีไปยกระดับกระบวนการผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแบบครบวงจร ตั้งแต่การเชื่อมต่อข้อมูลจากเครื่องจักรและระบบการผลิตภายในโรงงานผ่าน 5G Private Network โครงข่ายไฟเบอร์ และระบบเชื่อมต่อที่ปลอดภัย ไปจนถึงการรวบรวม ประมวลผล และวิเคราะห์ข้อมูลบน Cloud ด้วยศักยภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อต่อยอดสู่แอปพลิเคชัน AI และโซลูชันสำหรับภาคอุตสาหกรรม ช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความพร้อมรองรับผู้ประกอบการไทย รวมถึงนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการขยายฐานการผลิตในประเทศไทย

           นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภาคการผลิตเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า ในปี 2024 ภาคอุตสาหกรรมของไทยมีสัดส่วนประมาณ 25% ของ GDP และคิดเป็น 16% ของการจ้างงาน หรือมากกว่า 6.2 ล้านคน ดังนั้นจะเห็นว่าตัวเลขนี้ จึงมีความสำคัญทั้งต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการดึงดูดการลงทุน เมื่อภาคการผลิตมีบทบาทสำคัญต่อประเทศ เราจึงต้องร่วมกันยกระดับขีดความสามารถให้พร้อมรับการแข่งขันของโลก ซึ่งวันนี้กำลังขับเคลื่อนด้วยข้อมูล AI ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีการผลิตรูปแบบใหม่ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สามารถเชื่อมโยง Network, Cloud, Data และ AI เข้ากับระบบภายในโรงงานได้อย่างปลอดภัย มีเสถียรภาพ และรองรับการเติบโตในอนาคต ทั้งนี้ AIS Business ในฐานะ National Digital Infrastructure Partner จึงพร้อมเป็นพันธมิตรเคียงข้างผู้ประกอบการที่ต้องการทรานส์ฟอร์มธุรกิจและยกระดับกระบวนการผลิตสู่ยุคดิจิทัลอย่างครบวงจร เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันในภาคการผลิต พร้อมร่วมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิตยุคใหม่ที่รองรับการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน”

           ด้าน นางสาวเซลีน เชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวเว่ย คลาวด์ ประเทศไทย กล่าวว่า “อนาคตของภาคการผลิตจะไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้วยกำลังการผลิต แต่ด้วยความสามารถในการนำข้อมูลมาสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการให้บริการ Network, Cloud หรือ AI แบบแยกส่วน แต่เป็นการวางรากฐานดิจิทัลแบบ End-to-End ตั้งแต่การเชื่อมต่อและรวบรวมข้อมูลจากเครื่องจักรและระบบภายในโรงงาน ไปจนถึงการประมวลผล วิเคราะห์ และนำ AI ไปใช้งานจริง ดังนั้น ด้วยการผสานเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการผลิตระดับโลกของ Huawei Cloud เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โซลูชัน และความเข้าใจในอุตสาหกรรมไทยของ AIS Business ในฐานะ Strategic Local Reseller Partner เราจะช่วยให้ผู้ประกอบการก้าวสู่การผลิตอัจฉริยะที่มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และพร้อมแข่งขันในตลาดโลก”

           ความร่วมมือครั้งนี้สามารถต่อยอดไปสู่การใช้งานสำคัญด้านการผลิตอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI หรือ AI-Driven Manufacturing เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการนำข้อมูล Cloud และ AI ไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ

  • ตรวจสอบคุณภาพสินค้าอัตโนมัติด้วย AI (AI-powered Quality Inspection) ใช้ AI ตรวจสอบคุณภาพสินค้า ช่วยเพิ่มความรวดเร็ว ความแม่นยำ และความสม่ำเสมอในการตรวจสอบ พร้อมลดความผิดพลาดจากการตรวจสอบด้วยคน
  • คาดการณ์ความผิดปกติและวางแผนซ่อมบำรุงล่วงหน้า (Predictive Maintenance) นำข้อมูลจากเครื่องจักร และเซนเซอร์ มาวิเคราะห์บน Cloud ด้วย AI เพื่อคาดการณ์ความผิดปกติ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนซ่อมบำรุง
  • เชื่อมต่อหุ่นยนต์และยานพาหนะอัตโนมัติภายในโรงงาน (Connected Robotics, AGV และ AMR) ใช้ 5G Private Network ที่มีเสถียรภาพสูง รองรับการเชื่อมต่อหุ่นยนต์ และระบบ Automation ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  •  ติดตามสถานการณ์ผลิตภายในโรงงานแบบเรียลไทม์ (Real-time Factory Monitoring) เชื่อมต่อข้อมูลจากเครื่องจักรและสายการผลิตเข้าสู่ Cloud เพื่อให้ผู้บริหารและทีมปฏิบัติการสามารถติดตามสถานะการผลิตได้แบบเรียลไทม์ และตัดสินใจจากข้อมูลจริง
  • วิเคราะห์และเพิ่มประสิทธิภาพสายการผลิต (Production Line Optimization) ใช้ Data Analytics และ AI วิเคราะห์ประสิทธิภาพของการผลิต ระบุจุดติดขัด และนำข้อมูลไปเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มอัตราผลผลิตที่ได้มาตรฐาน   ลดการใช้พลังงาน และบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • จัดทำฐานข้อมูลกลางของโรงงานให้พร้อมต่อยอด AI (Industrial Data Platform for AI Readiness) เชื่อมโยงข้อมูลจากระบบ IT ระบบควบคุมเครื่องจักรและการผลิต หรือ OT รวมถึงอุปกรณ์ IoT ให้ใช้งานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อรองรับการพัฒนาแบบจำลอง AI (AI Model) ระบบจำลองโรงงานเสมือนจริง (Digital Twin) แอปพลิเคชันสำหรับภาคอุตสาหกรรม (Industrial Application)  และระบบที่สามารถวิเคราะห์ ตัดสินใจ และดำเนินงานได้อัตโนมัติในอนาคต (Autonomous Operation)

           การใช้งานทั้ง 6 รูปแบบข้างต้นเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นทรานส์ฟอร์มจากโจทย์สำคัญของโรงงาน ก่อนขยายผลไปยังสายการผลิตและกระบวนการอื่นตามความพร้อม โดยมี AIS Business เป็นพันธมิตรที่พร้อมเชื่อมโยงทุกองค์ประกอบด้านดิจิทัลให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารเทคโนโลยีจากหลายส่วน และทำให้การลงทุนสามารถต่อยอดได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งผลักดัน AI จากการทดลองหรือการใช้งานเฉพาะจุด สู่การเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจทั้งองค์กร พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมไทยจากฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง สู่ฐานการผลิตอัจฉริยะที่สามารถคิดค้น พัฒนา และส่งมอบนวัตกรรมสู่ตลาดโลกได้อย่างเต็มศักยภาพในที่สุด

           ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันสำหรับภาคอุตสาหกรรมของ AIS Business ได้ที่เว็บไซต์ https://www.ais.th/business/enterprise/technology-and-solution/cloud-and-data-center/hybrid-and-multi-cloud/huawei-cloud