ไทยทำได้! มจธ.จับมือ 3 รพ.ใช้ AI-3D Printing สร้างอุปกรณ์แพทย์เฉพาะบุคคล ลดความเสี่ยงการรักษา ประหยัดค่าใช้จ่าย

News Update

               สำหรับผู้ป่วยบางราย การรออุปกรณ์การแพทย์เฉพาะบุคคลจากต่างประเทศนานถึง 2 เดือน และมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 4-5 แสนบาท ไม่ได้เป็นเพียงภาระด้านค่าใช้จ่าย แต่คือความเสี่ยงต่อการรักษาและชีวิต โดยเฉพาะเคสซับซ้อนอย่างหลอดเลือด กระดูกสันหลัง ขากรรไกร หรืออวัยวะที่ต้องบูรณะหลังผ่าตัด ซึ่งความคลาดเคลื่อนเพียงไม่กี่มิลลิเมตรอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ช่องว่างนี้ทำให้ มจธ. โรงพยาบาลรามาธิบดี และเครือข่ายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ร่วมพัฒนา Osscentric: Medical Technology Innovation Sandbox ใช้ AI และ 3D Printing ออกแบบอุปกรณ์การแพทย์เฉพาะบุคคลฝีมือคนไทย เพื่อลดเวลารอ ลดต้นทุน ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้า และเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงการรักษาที่แม่นยำ ทันเวลา และเหมาะกับร่างกายของตนเองมากขึ้น

               รศ.ดร.พชรพิชญ์ พรหมอุปถัมภ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มจธ. และผู้ร่วมขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม Osscentric กล่าวว่า หัวใจของ Sandbox ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้ แต่คือการสร้าง “ระบบกลาง” ที่ทำให้แพทย์ วิศวกร นักวิจัย และผู้พัฒนาเทคโนโลยีสามารถทำงานร่วมกันบนโจทย์จริงของผู้ป่วย ตั้งแต่การวิเคราะห์ภาพถ่ายทางการแพทย์ การวางแผนผ่าตัดแบบดิจิทัล การออกแบบอุปกรณ์เฉพาะบุคคล การผลิตด้วย 3D Printing ไปจนถึงการเก็บข้อมูลผลลัพธ์ เพื่อนำไปพัฒนามาตรฐานและขยายผลสู่ระบบบริการสุขภาพในอนาคต

               “แพทย์เห็นโจทย์จากห้องผ่าตัด ส่วนวิศวกรนำความรู้ด้าน AI, 3D Printing และการจำลองภาพสามมิติจาก CT Scan หรือ X-ray มาช่วยออกแบบอุปกรณ์ ชิ้นส่วนทดแทน หรือเครื่องมือนำทางการผ่าตัดให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่สร้างชิ้นงานให้ดูทันสมัย แต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่แพทย์ใช้ได้จริง ปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการรักษา และช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่เหมาะกับร่างกายของตัวเองมากขึ้น” รศ.ดร.พชรพิชญ์ กล่าว

               หนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดแดงโป่งพอง ซึ่ง ผศ.นพ.เชาวนันท์ พรวรากรณ์ ศัลยแพทย์ศัลยศาสตร์หลอดเลือด คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายว่า โรคนี้เป็นเหมือน “เพชฌฆาตเงียบ” เพราะไม่มีสัญญาณเตือน แต่หากหลอดเลือดแตกอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต การรักษาด้วยหลอดเลือดเทียมจึงต้องใช้ความแม่นยำสูง เพราะอุปกรณ์ต้องมีขนาดและรูปทรงพอดีกับหลอดเลือดของผู้ป่วยแต่ละราย ทีมแพทย์จึงร่วมกับ OsseoLabs และ มจธ. พัฒนาแนวทางออกแบบหลอดเลือดเทียมเฉพาะบุคคล เพื่อลดการรออุปกรณ์จากต่างประเทศ ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วขึ้น โดยปัจจุบันมีการพัฒนาอุปกรณ์มาแล้วหลายเวอร์ชัน เก็บข้อมูลผู้ป่วย 16 เคส และมีอัตราความสำเร็จประมาณ 94%

               “เมื่อก่อนผู้ป่วยบางรายอาจต้องรออุปกรณ์จากต่างประเทศนานถึง 2 เดือน และมีค่าใช้จ่ายสูง บางเคสอยู่ที่ประมาณ 4-5 แสนบาท เพราะหลอดเลือดเทียมต้องออกแบบให้พอดีกับร่างกายของแต่ละคน แต่เมื่อเราสามารถใช้ข้อมูลของผู้ป่วยมาคำนวณ ออกแบบ และเตรียมอุปกรณ์ได้เองในประเทศ ก็ช่วยลดเวลารอ ลดภาระค่าใช้จ่าย และทำให้โรงพยาบาลมีโอกาสนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้รักษาผู้ป่วยได้รวดเร็วขึ้น” ผศ. นพ.เชาวนนท์ กล่าว

               ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี AI และ 3D Printing ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยผ่าตัดรักษาภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมทับเส้นประสาท ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามสังคมสูงวัย พ.ท.ผศ.นพ.สุทธิพัฒน์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังเสื่อมบางรายภายหลังจากการผ่าตัดลดการกดทับเส้นประสาทแล้ว จำเป็นต้องใส่สกรู (pedicle screw) ยึดกระดูกสันหลัง ซึ่งต้องการความแม่นยำสูง เพราะเป็นตำแหน่งที่ซับซ้อนและอยู่ใกล้เส้นประสาทสำคัญ เทคโนโลยี AI และ 3D Printing จึงช่วยตั้งแต่การวางแผนผ่าตัดผ่านระบบปฏิบัติการภาพเสมือนจริงในคอมพิวเตอร์ (virtual surgical planning) การสร้างแบบจำลองกระดูกสันหลัง (3D printing model) ไปจนถึงการออกแบบเครื่องมือนำวิถีในการยิงเพดิเคิลสกรู (3D-printed pedicle screw guide) เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ปลอดภัย นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ในแง่การอธิบายตัวโรคและวิธีการรักษาให้ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าใจรายละเอียดได้มากขึ้น  

วัสดุทดแทนกระดูกประเภทมีรูพรุนเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการปลูกถ่ายกระดูกบริเวณขากรรไกรและใบหน้า

               “เทคโนโลยี AI และ 3D Printing ไม่เพียงช่วยให้ศัลยแพทย์วางแผนการผ่าตัดได้แม่นยำขึ้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้าจากต่างประเทศในระยะยาว หากเราสามารถพัฒนาและสร้างเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากล” พ.ท.ผศ.นพ.สุทธิพัฒน์ กล่าว

               อีกหนึ่งกรณีคือการผ่าตัดกระดูกขากรรไกร นพ.กิติพงศ์ แก้วพิชัย ศัลยแพทย์ศัลยศาสตร์ตกแต่ง โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า เทคโนโลยี 3D Planning ช่วยให้แพทย์จำลองแนวตัด ทดลองปรับมุม และออกแบบอุปกรณ์นำทางก่อนผ่าตัดจริง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องตัดกระดูกบริเวณกรามออกบางส่วน และนำกระดูกจากขามาสร้างทดแทนตำแหน่งเดิม ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่ต้องการความแม่นยำสูง เพราะกระดูกขามีลักษณะเป็นแนวตรง ขณะที่กระดูกขากรรไกรของแต่ละคนมีรูปทรงโค้งแตกต่างกัน

               “เมื่อเราออกแบบการผ่าตัดล่วงหน้าอย่างแม่นยำ แพทย์จะสามารถทำตามแนวไกด์ที่เตรียมไว้ในห้องผ่าตัด ทำให้ได้ชิ้นกระดูกที่พอดีกับตำแหน่งที่ต้องการ ลดโอกาสการผ่าตัดซ้ำ และช่วยให้ผู้ป่วยมีโครงหน้าที่ใกล้เคียงเดิมมากขึ้น รวมถึงสามารถฝังฟันเทียมในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อให้กลับมาเคี้ยวอาหารและใช้ชีวิตได้จริง” นพ.กิติพงศ์ กล่าว

ภาพตัวอย่างหมอนรองกระดูกสันหลังเทียมจากเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ

               รศ.ดร.พชรพิชญ์ ทิ้งท้ายว่า ความท้าทายของ MedTech ไทยไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาเทคโนโลยีเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้จริง ทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย ระบบเบิกจ่าย การทดสอบมาตรฐาน และการนำไปใช้ในโรงพยาบาลอย่างกว้างขวาง ดังนั้น การขับเคลื่อน Sandbox จึงไม่ใช่แค่การออกแบบอุปกรณ์เฉพาะบุคคลเป็นรายกรณี แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานของนวัตกรรมการแพทย์ไทย ตั้งแต่การรับโจทย์จากห้องผ่าตัด การออกแบบ การผลิต การทดสอบมาตรฐาน การเก็บข้อมูลผลลัพธ์ ไปจนถึงการผลักดันให้เทคโนโลยีเหล่านี้เข้าสู่ระบบสิทธิการรักษา เพื่อไม่ให้นวัตกรรมหยุดอยู่แค่ต้นแบบ แต่สามารถขยายผลสู่การใช้งานจริงและเกิดประโยชน์กับผู้ป่วยทุกคน

               ความร่วมมือระหว่าง มจธ. โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลราชวิถี และเครือข่ายผู้พัฒนาเทคโนโลยี จึงเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ซื้อเทคโนโลยีการแพทย์” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรมการแพทย์” ที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยไทย ลดภาระค่าใช้จ่าย ลดเวลารอรักษา และวางรากฐานสู่อุตสาหกรรม MedTech มูลค่าสูงของประเทศในอนาคต