“ผำซูเปอร์ฟังชัน”    ผลผลิตจากฟาร์มอัจฉริยะ สู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

News Update Research Showcase

  

            สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)   โชว์ความสำเร็จของ “ผำซูเปอร์ฟังชัน” อาหารแห่งอนาคต  หนึ่งในตัวอย่างในการขับเคลื่อนงานวิจัยและเทคโนโลยีดิจิทัล สู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร

            ดร.ปิยวุฒิ ศรีชัยกุล รองผู้อำนวยการ เนคเทค  กล่าวว่า เนคเทค สวทช. พร้อมมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ระบบเซนเซอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อยกระดับภาคการเกษตรของประเทศ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ และผลักดัน “งานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง” ให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ดังตัวอย่างความสำเร็จของ “ผำซูเปอร์ฟังชัน” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมผำไทยและอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต

    “ผำ” คือ พืชน้ำท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง  เพราะเป็นโปรตีนทางเลือกที่มีกระบวนการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่การจะผลิตผำในระดับอุตสาหกรรมไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย เพราะผู้ผลิตต้องเผชิญความท้าทายทั้งกระบวนการเพาะเลี้ยงและการแปรรูปให้ได้มาตรฐานสูงคงที่

            ดร.ศุภนิจ พรธีระภัทร ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค   บอกว่าจากปัญหาความท้าทายในการผลิตผำในระดับอุตสาหกรรม  สวทช.โดยเนคเทคและไบโอเทค  จึงร่วมกันพัฒนา“เทคโนโลยีการผลิตผำแบบครบวงจร” ตั้งแต่ระบบตรวจวัดและติดตามสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ การพัฒนาสูตรการเพาะเลี้ยง ไปจนถึงเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อควบคุมคุณภาพและปริมาณผลผลิตให้มีความสม่ำเสมอตลอดปี พร้อมขยายผลสู่เครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อสร้างระบบนิเวศการผลิตผำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพิ่มโอกาสการนำผำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารทางเลือกมูลค่าสูง

            ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2567 ทีมวิจัยเนคเทคได้ร่วมกับ ดร.เกรียงไกร โมสาลียานนท์ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช. และบรรจงฟาร์ม พัฒนาสูตรการเพาะเลี้ยงผำในแต่ละฤดูกาล พร้อมระบบตรวจวัดและติดตามสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ด้วยอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) โดยใช้ “HandySense B-Farm” ในการควบคุม การตรวจวัดสภาพน้ำและสภาวะอากาศที่เหมาะสมแบบเรียลไทม์ และแสดงผลข้อมูลผ่านเว็บแอปพลิเคชัน เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว พร้อมปรับรูปแบบการเพาะเลี้ยงให้สอดคล้องกับแต่ละสภาพอากาศได้อย่างเหมาะสมและทันการณ์

            “ผลที่เกิดขึ้นคือเกษตรกรสามารถรักษาคุณภาพและปริมาณผลผลิตให้คงที่ซึ่งมีความสำคัญมากต่อการนำไปแปรรูปให้มีคุณภาพคงที่ต่อไป ปริมาณการผลิตไม่น้อยกว่า 1 กิโลกรัมต่อพื้นที่หน้าผิวน้ำขนาด 1 ตารางเมตร ต่อรอบการผลิต 7 วัน และคุณภาพผำที่ผลิตได้มีปริมาณโปรตีนมากกว่า 40 กรัม และวิตามินบี 12 มากกว่า 12 กรัม ต่อ 100 กรัมผำอบแห้ง”

            นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้พัฒนาเทคนิคการชดเชยแสงกรณีที่ผำได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ในระหว่างวันไม่มากพอ ด้วยการใช้ไฟ LED ฉายแสงในพื้นที่เพาะเลี้ยงตอนกลางคืน โดยเลือกใช้แสงที่มีสเปกตรัม (สีของแสง) และระดับความเข้มที่เหมาะสม ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงช่วยรักษาปริมาณผลผลิตให้คงที่ แต่ยังช่วยเพิ่มปริมาณโปรตีนและวิตามินบี 12 ได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งกำลังอยู่ระหว่างการทดลองใช้ Agrivoltaic ชนิด Color Solar Cell ซึ่งเป็นแผงโซลาร์เซลล์ชนิดเลือกช่วงคลื่นแสงที่ส่องผ่านไปยังพื้นที่เพาะปลูกได้ ร่วมกับทีมวิจัยของ ดร.กอบศักดิ์ ศรีประภา กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค มาใช้ในการเพาะเลี้ยงผำด้วย ซึ่งมีผลที่น่าสนใจทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ

            ปัจจุบันทีมวิจัยได้มีการขยายผลการใช้งานเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงไปยังฟาร์มเครือข่ายภายใต้โครงการ IDA Platform แล้วอีก 10 แห่งใน 4 ภูมิภาคของประเทศไทย โดย สวทช. ได้ให้การสนับสนุนทั้งงบประมาณ เทคโนโลยี และองค์ความรู้ในการผลิต

            ดร.ศุภนิจ บอกอีกว่า ทีมวิจัยเพิ่มคุณภาพให้ผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวจำนวน 2 เทคโนโลยี ได้แก่ 1.กระบวนการล้างผำด้วยระบบนาโนโอโซน ที่พัฒนาร่วมกับบุคลากรวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ระบบนี้เป็นเครื่องมือล้างผำที่สามารถฆ่าเชื้อก่อโรคตามมาตรฐานพืชอาหารได้ ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายเรื่องแรงงาน ผำที่ผ่านการล้างด้วยวิธีนี้ นอกจากจะสะอาดปลอดภัยพร้อมบริโภคแล้ว ยังมีความสด และมีปริมาณไนเตรตต่ำกว่าทั่วไป เหมาะแก่การใช้เป็นอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ

            และ 2.เทคโนโลยีการอบเพื่อแปรรูปผำสดเป็นผำแห้ง ด้วยเตาอบอุตสาหกรรมที่ผ่านการดัดแปลงให้ฉายแสงในสเปกตรัมและความเข้มที่เหมาะสมในระหว่างการอบได้ การอบด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงช่วยรักษาปริมาณสารสำคัญไม่ให้ลดลง แต่ยังช่วยให้ผำอบแห้งมีปริมาณโปรตีนและวิตามินบี 12 เพิ่มขึ้นถึงประมาณร้อยละ 10 ของน้ำหนักแห้ง มีสีเขียวสด กลิ่นหอม และรสชาติดี เหมาะแก่การใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม”

            อย่างไรก็ดีที่ผ่านมา สวทช. ยังได้ทำหน้าที่ช่วยประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนปลายน้ำ เพื่อนำร่องการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมผำแบบครบวงจรอีกด้วย  โดยนางสาวสุพัตรา หาญเจริญ ผู้อำนวยการบริษัทแกรนด์ วูฟเฟีย จำกัด บอกว่า ตั้งแต่บริษัทตัดสินใจทำผลิตภัณฑ์อาหารเลือกเพื่อสุขภาพจากผำ บริษัทได้เดินหน้าสำรวจวัตถุดิบจากแหล่งผลิตหลายแห่งในประเทศไทย ก่อนตกลงทำสัญญารับซื้อผำแห้งจากฟาร์มที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตของ สวทช. เนื่องจากวัตถุดิบที่ได้ไม่เพียงมีคุณภาพสูง แต่ยังมีความคงที่ในทุกรอบการผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม

            “ผลิตภัณฑ์หลัก 2 ชนิด ของบริษัทที่อยู่ในขั้นตอนเตรียมขึ้นทะเบียนกับทาง อย. คือ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มโปรตีนใส สำหรับผู้ที่ต้องการบริโภคโปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพ และเครื่องดื่มชาเขียวชนิดไม่มีคาเฟอีน สำหรับผู้ที่ต้องการเติมความสดชื่นระหว่างวัน โดยทั้งสองผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการออกแบบให้เหมาะแก่ผู้บริโภคทุกวัย ทั้งด้านคุณค่าโภชนาการ รสชาติ และเนื้อสัมผัส สำหรับผู้ที่สนใจติดตามการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้ทาง Line @grandwolffia”

            ขณะที่นางปฏิมา โรจนตัณฑ์ กรรมการบริษัท ยุ้งปันหยา จำกัด กล่าวถึงมุมมองของบริษัทที่ผลิตสินค้าสำหรับวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดว่า บริษัทได้ทำการประเมินผลิตภัณฑ์ร่วมกับผู้ประเมินสินค้าจากโมเดิร์นเทรดชั้นนำของประเทศไทยแล้วว่า ผลิตภัณฑ์จากผำมีโอกาสทำตลาดได้ดีในประเทศไทยและอาจมีศักยภาพที่จะส่งออกไปยังต่างประเทศได้ในอนาคต ด้วยเหตุนี้ทางบริษัทจึงได้ตัดสินใจขอรับการสนับสนุนเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการผลิตผำคุณภาพสูงผ่านโครงการ IDA Platform ของ สวทช. เพื่อศึกษากระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำด้วยตนเอง โดยหลังจากนี้หากมีความต้องการวัตถุดิบที่สูงขึ้น ก็จะใช้มาตรฐานของวัตถุดิบที่ผลิตได้ในปัจจุบันนี้เป็นข้อกำหนดในการรับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรรายอื่นต่อไป

            “ผลิตภัณฑ์จากผำที่บริษัทกำลังจะวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดของไทยภายใต้แบรนด์ GIN (จิน) ในอนาคตอันใกล้นี้ คือ ผลิตภัณฑ์ผำอบกรอบ โปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพในรูปแบบแผ่น ที่มีให้เลือกรับประทานถึง 4 รสชาติ ทุกรสชาติผ่านการทดลองตลาดแล้วว่าอร่อยถูกใจทุกช่วงวัย สำหรับผู้ที่สนใจติดตามการวางจำหน่ายได้ผ่านเฟซบุ๊กเพจ GIN Happy Snacks”

            ดร.ศุภนิจ กล่าวเสริมว่า นอกจาก 2 บริษัทข้างต้น ยังมีอีกหลายบริษัทที่ได้ตัดสินใจเลือกนำผลิตภัณฑ์ผำที่ควบคุณการผลิตด้วยเทคโนโลยีจาก สวทช. ไปใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพราะทุกบริษัทต่างเชื่อว่า การจะผลิตผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงได้ต้องเริ่มต้นจากการมีวัตถุดิบที่ดี มีการรับรองคุณภาพ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และเครื่องมือตรวจวัดตามมาตรฐานตกลงร่วมกันเพื่อกำหนดการรับซื้อขายของภาคธุรกิจ

            “ ความท้าทายต่อไปของอุตสาหกรรมผำ คือ การสร้างการรับรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผำพรีเมียมที่ผลิตโดยคนไทยและเทคโนโลยีไทยที่ทั้งรสชาติดีและมีคุณค่าทางโชนาการสูง เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมปลายน้ำย้อนกลับมาสร้างงาน สร้ายรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืนต่อไป โดยผู้มีส่วนร่วมกับโครงการนี้ทั้งจากภาครัฐและเอกชนต่างคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สักวันหนึ่งผำจะก้าวสู่การเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ของไทยได้สำเร็จ”

             สำหรับผู้ที่สนใจใช้งานเทคโนโลยี HandySense B-Farm เพื่อการผลิตผำ  ดูรายละเอียดที่ https://www.nectec.or.th/smc/smc-academy