สวทช. ผสานนวัตกรรมยกระดับ “ทุ่งกุลาม่วนซื่น” เชื่อมธรรมชาติ–วัฒนธรรมสร้างคุณค่าและรายได้สู่ชุมชนร้อยเอ็ด

News Update

              วันที่ 9 กันยายน 2569  ณ จังหวัดร้อยเอ็ด – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) จัดกิจกรรม“นวัตกรรมสู่ชุมชน ทุ่งกุลาม่วนซื่น: อยู่ดี มีแฮง สร้างคุณค่า สร้างรายได้” พร้อมสื่อมวลชนสัญจร (Press Tour) นำเสนอการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรชีวภาพ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยว การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยบูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดร้อยเอ็ด ชุมชนท่องเที่ยวบ่อพันขัน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานพันธมิตร พร้อมเชื่อมโยงเทคโนโลยีจากทุกศูนย์วิจัยแห่งชาติภายใต้ สวทช. ทั้งเทคโนโลยีการปลูกดอกปทุมมา เทคโนโลยีด้านสิ่งทอ รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล “นวนุรักษ์” มาเป็นกลไกหลักในการจัดเก็บฐานข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมและระบบนิเวศเพื่อยกระดับพื้นที่บ่อพันขัน ให้ก้าวสู่การเป็น “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” (Living Museum) พร้อมนำร่องสู่การเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวิทยาศาสตร์  โดยมี นางสาวปราณี วงศ์บุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เข้าร่วมงานเพื่อกล่าวถึงเป้าหมายและความร่วมมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด

  • บูรณาการนวัตกรรมขับเคลื่อน BCG ยกระดับ “ปทุมมา” และ “สิ่งทอพื้นถิ่น” สร้างมูลค่าเพิ่ม

              นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. เผยว่า กิจกรรมจัดขึ้นเพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานและความก้าวหน้าในการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชุมชน ภายใต้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย BCG Model ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ พ.ศ. 2567–2571 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สุรินทร์ ยโสธร และมหาสารคาม โดยกิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการของชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวและการตลาด

              หนึ่งในกิจกรรมสำคัญ คือ การนำเสนอแปลงไม้ดอกปทุมมา ณ วัดเกาะบ่อพันขันรัตนโสภณ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ด้านการผลิตที่ สวทช. ถ่ายทอดให้แก่ชุมชนท่องเที่ยวบ่อพันขัน เพื่อพัฒนาเป็นอาชีพเสริมและกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับนักท่องเที่ยว ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตหัวพันธุ์ การปลูกเป็นไม้กระถาง และการผลิตไม้ตัดดอกจำหน่าย

              ปทุมมาที่นำมาจัดแสดงมีจำนวน 6 พันธุ์ ประกอบด้วยพันธุ์จากผลงานวิจัยของ สวทช. ได้แก่ สตาร์บิวตี้ (Star Beauty) สตาร์ยูนิเวิร์ส (Star Universe) และสตาร์เพิร์ล (Star Pearl) รวมถึงพันธุ์การค้า ได้แก่ แดงชาโดว์ ลานนาสโนว์ และบ้านไร่เรด สะท้อนการเชื่อมโยงผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง ตลอดจนการต่อยอดสู่ตลาดไม้ดอกไม้ประดับและการท่องเที่ยวชุมชน

              สวทช. และหน่วยงานเครือข่ายยังนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านสิ่งทอไปใช้เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของชุมชน ได้แก่ การใช้เอนไซม์ซิลค์โปร (SilkPro) ในกระบวนการลอกกาวไหม การย้อมสีธรรมชาติจากวัตถุดิบในท้องถิ่น การออกแบบลวดลายผ้าอัตลักษณ์ ตลอดจนการประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มคุณสมบัติให้ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เช่น ความนุ่มลื่น การป้องกันรังสียูวี การยับยั้งแบคทีเรีย การให้กลิ่นหอม และการสะท้อนน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหมยังให้ความสำคัญกับการนำเรื่องราวของพื้นที่มาถ่ายทอดผ่านลวดลายอัตลักษณ์ ได้แก่ ลาย “บ่อพันขัน 1” และลาย “ข้าวปลานาหนองฮี” เพื่อสร้างความแตกต่าง เพิ่มคุณค่าทางวัฒนธรรม และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการในชุมชน

  • ติดอาวุธ “นวนุรักษ์” คลังสมบัติดิจิทัล ปั้นชุมชนเป็นนักจัดการข้อมูล สู่การท่องเที่ยวยั่งยืน

              ในมิติของการจัดการข้อมูล นางสาววัชชิรา บูรณสิงห์ ผู้ช่วยวิจัย เนคเทค สวทช. และหนึ่งในผู้พัฒนานวนุรักษ์ อธิบายว่า สวทช. นำแพลตฟอร์ม “นวนุรักษ์” (NAVANURAK) มาใช้เป็นเครื่องมือรวบรวมและบริหารจัดการองค์ความรู้ของชุมชน ซึ่งจากการสำรวจพบพืชท้องถิ่น 171 ชนิด เห็ด 27 ชนิด นก 111 ชนิด และทุนวัฒนธรรม 345 รายการ โดยมีหัวใจสำคัญคือการให้ “ชุมชนเป็นเจ้าของข้อมูล” แพลตฟอร์มนี้เข้ามาทำหน้าที่แปลงความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวบุคคล อย่างเรื่องเล่าของปราชญ์ชาวบ้าน ให้ออกมาเป็นข้อมูลที่จับต้อง สืบค้น และนำไปต่อยอดได้

              เบื้องหลังความสำเร็จคือการออกแบบระบบให้เอื้อต่อการใช้งานจริง ยกระดับคนในพื้นที่ให้ก้าวสู่การเป็นนักจัดการข้อมูลท้องถิ่น ที่สามารถรวบรวม บันทึก จัดทำพิกัดภูมิศาสตร์ และร้อยเรียงเรื่องราว (Storytelling) ด้วยตนเอง เมื่อข้อมูลถูกเชื่อมโยงกันจึงเกิดเป็นฐานข้อมูลสนับสนุนเส้นทางท่องเที่ยว “ทุ่งกุลาม่วนซื่น” ซึ่งบูรณาการทรัพยากรธรรมชาติ โบราณคดี ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตเข้าด้วยกัน โดยทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากรและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อผลักดันการจัดการท่องเที่ยวของชุมชนให้ก้าวสู่ความยั่งยืนตามมาตรฐานระดับโลก (GSTC) ต่อไป

  • ฮ่วมแฮงฮ่วมใจ ปั้น “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” สร้างคัมภีร์ชุมชน

              พลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลงมาจากความร่วมมือของชุมชน โดยพระปลัด ดร.ขาว คฺตตธมฺโม เจ้าอาวาสวัดเกาะบ่อพันขันรัตนโสภณ เล่าว่า มีความฝันอยากให้พื้นที่บ่อพันขันเป็น “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” เพื่อให้ทุกคนเข้ามาศึกษาประวัติศาสตร์ โดยชูจุดเด่นของการเป็นแอ่งอารยธรรมที่สำคัญ ซึ่งมีทั้งร่องรอยลานหินตัดขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าใช้สร้างปราสาทขอมโบราณ ตำนานศาลเจ้าปู่ผ่าน และวิถีภูมิปัญญาการต้มเกลือสินเธาว์โบราณ การจัดเก็บเรื่องราวเหล่านี้ลงในระบบนวนุรักษ์ช่วยดึงดูดความสนใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสพื้นที่จริง นอกจากนี้ วัดยังเปิดพื้นที่ให้ สวทช. นำเทคโนโลยีปลูกปทุมมาเข้ามาส่งเสริม ทำให้ชาวบ้านมีดอกไม้จำหน่าย นำหน่ออ่อนไปประกอบอาหาร สร้างรายได้เสริม และเปลี่ยนวัดให้กลายเป็นพื้นที่ “ฮีลใจ” ที่พร้อมรองรับผู้มาเยือนตลอดทั้งปี

              นายสายฝน แก้วสมบัติ ผู้ใหญ่บ้านหญ้าหน่อง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้การเก็บข้อมูลอาศัยเพียงการบอกเล่าปากต่อปากผ่านปราชญ์ชุมชน แต่เมื่อระบบนวนุรักษ์เข้ามา ข้อมูลทั้งหมดได้ถูกจัดระเบียบเป็นไฟล์ดิจิทัลที่ค้นหาง่าย ทำให้การประสานงานและจัดทำรายงานส่งหน่วยงานรัฐรวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องตระเวนสอบถามรายบุคคล ข้อมูลดิจิทัลเหล่านี้เปรียบเสมือน “คัมภีร์ชุมชน” ที่รวบรวมภูมิปัญญาที่เคยถูกมองข้าม นำมาถ่ายทอดสู่เยาวชนรุ่นใหม่ ช่วยลดปัญหาการย้ายถิ่นฐาน และเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน

  • ถอดรหัสภูมิทัศน์วัฒนธรรม สู่เส้นทางท่องเที่ยว 4 มิติมาตรฐานสากล

              ในมิติเชิงวิชาการ ภก.ดร.วีระพงษ์ ประสงค์จีน ผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่บ่อพันขัน กล่าวว่า พื้นที่บ่อพันขันไม่ได้เป็นเพียงแหล่งผลิตเกลือโบราณ แต่มีศักยภาพระดับภูมิทัศน์วัฒนธรรม (Cultural Landscape) ที่หล่อหลอมวิถีชีวิต อาหารพื้นถิ่น ภูมิปัญญาสมุนไพร จนกลายเป็นห้องเรียนที่มีชีวิตที่เชื่อมโยงการเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรมสังคม ข้อมูลองค์ความรู้ในแพลตฟอร์มนวนุรักษ์ ได้กลายเป็นฐานสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถนำไปออกแบบเป็น เส้นทางท่องเที่ยว 4 รูปแบบ ได้แก่ เส้นทางประวัติศาสตร์ เส้นทางสีเขียว เส้นทางสุขภาพ และเส้นทางการศึกษา โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ร่วมที่ให้นักท่องเที่ยวลงมือปฏิบัติจริง ทั้งหมดนี้เพื่อยกระดับบ่อพันขันสู่การเป็น “หมู่บ้านฟื้นสร้าง” (Regenerative Village) ที่สร้างสุขภาวะแบบฟื้นสร้าง (Regenerative Well-being) ยึดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และก้าวเป็นจุดหมายปลายทางด้านการจัดประชุมสัมมนาเชิงนิเวศ (Green MICE)

              ด้าน ผศ.ดร.จิตศักดิ์ พุฒจร สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า สิ่งที่นักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้ความสำคัญคือ ‘ความเดิมแท้’ (Authenticity) ซึ่งจุดแข็งของบ่อพันขัน คือ ความมุ่งมั่นของชุมชนในการรักษาตัวตนและวิถีชีวิตดั้งเดิมโดยไม่ปรุงแต่ง ผสานกับการนำภูมิปัญญามาต่อยอดสู่การเป็นชุมชนสุขภาวะ (Wellness Community)

              ผศ.ดร.จิตศักดิ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันทิศทางการท่องเที่ยวโลกได้ปรับเปลี่ยนสู่ การท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู (Regenerative Tourism) ที่นักท่องเที่ยวต้องมีส่วนช่วยรักษาระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ การที่ สวทช. นำแพลตฟอร์มนวนุรักษ์เข้ามาจัดเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและวิถีวัฒนธรรม จึงเป็นการแปลงภูมิปัญญาที่เคยส่งต่อผ่านคำบอกเล่าให้กลายเป็น ‘หลักฐานเชิงประจักษ์’ (Evidence-based) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก อาทิ มาตรฐาน Green Destinations GSTC อย่างไรก็ตาม การนำคีย์เวิร์ดระดับโลกเหล่านี้มาบูรณาการร่วมกับนวัตกรรมของ สวทช. แล้วลงมือทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในพื้นที่จริง จึงเปรียบเสมือนการยก “โชว์รูมนวัตกรรมของ สวทช.” ออกมาจากห้องปฏิบัติการ แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานที่จับต้องได้ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการตัวเองได้อย่างแท้จริง

  • บูรณาการท่องเที่ยววิถีใหม่ เชื่อม “5 ตำนานร้อยเอ็ด”

              นายเก่ง แกล้วกล้า ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า บ่อพันขันมีไฮไลต์ระดับประเทศอย่างการเป็น “เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด” บริเวณโนนขันหมาก เป็นพื้นที่เรียนรู้และจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ตามแนวทางโครงการ Amazing Dark Sky in Thailand โดยมุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดและการลดมลภาวะทางแสง พร้อมต่อยอดเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ และวิถีชุมชน ทางจังหวัดจึงเร่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐานและคู่มือท่องเที่ยวตามฤดูกาล พร้อมส่งเสริมการดึงข้อมูลจาก “นวนุรักษ์” ไปเชื่อมโยงกับโซเชียลมีเดียเพื่อสร้าง Storytelling แบบเรียลไทม์ ให้นักท่องเที่ยวเห็นวิถีชีวิตจริง ซึ่งจะสามารถนำไปบูรณาการเชื่อมโยงกับเส้นทางสายมูตามรอยโบราณสถานกู่ หรือ “5 ตำนานร้อยเอ็ด” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ

              สำหรับกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร (Press Tour) ครั้งนี้ ได้เปิดประสบการณ์ลงพื้นที่บ่อพันขันแบบครบรส ทั้งเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์วัดเกาะพันขันรัตนโสภณ สักการะศาลปู่ผ่าน นั่งรถซาเล้งชมธรรมชาติ และร่วมสาธิตทำเกลือโบราณ ก่อนแวะลานจามจุรี ซึ่งจัดเป็นตลาดนวัตกรรมเปิดโอกาสให้พบปะผู้ประกอบการและแลกเปลี่ยนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชนทุ่งกุลาม่วนซื่น เช่น “กุลาบีฟ” สเต็กเนื้อนุ่มจากผงหมักโคจิ โดย ไบโอเทค ที่ใช้เทคโนโลยีจุลินทรีย์หมักข้าวหอมมะลิ GI เพื่อย่อยสลายโปรตีนเนื้อส่วนรองให้นุ่มละมุน ผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดแปรรูปบ้านสาวแห มาตรฐาน สวทช. เครื่องดื่ม Kula Light Sparkling Rice Brew ต้นแบบนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ในรูปแบบข้าวหมักสปาร์กลิง จาก ไบโอเทค ไปจนถึงเมนูอาหารชาติพันธุ์ เพื่อต่อยอดการสร้างอาชีพและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เป็นต้น