“แปรเม็ดเงิน AI” ให้เป็นการเติบโตที่คนไทยมีร่วมกัน

i & Tech

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังก่อให้เกิดคลื่นการลงทุนลูกใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานอย่างดาต้าเซ็นเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ การพัฒนาโมเดล AI ไปจนถึง AI เอเจนต์ที่สามารถลงมือทำงานแทนมนุษย์ได้ การลงทุนเหล่านี้กำลังผลักให้ AI กลายเป็นระบบปฏิบัติการใหม่ของเศรษฐกิจโลก เปลี่ยนทั้งวิธีทำงานของธุรกิจและวิธีสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ประเทศไทยถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของคลื่นการลงทุนระลอกนี้ โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า เพียงครึ่งแรกของปี 2569 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่ารวม 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยโครงการด้านดิจิทัลมีมูลค่า 1.12 ล้านล้านบาท หรือราว 76% ของทั้งหมด

เม็ดเงินเหล่านี้กำลังเปลี่ยนสถานะของไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้กลายเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ของโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ แต่การมีโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนโดยอัตโนมัติ ผลตอบแทนที่แท้จริงขึ้นอยู่กับความสามารถในการ “แปรเปลี่ยน” (conversion) เม็ดเงินลงทุนให้กลายเป็นขีดความสามารถที่ธุรกิจใช้ได้จริง ผลิตภาพที่สูงขึ้น และการเติบโตที่คนไทยทุกระดับมีส่วนร่วม

โจทย์นี้สำคัญมากสำหรับไทย ซึ่งเศรษฐกิจติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมานานหลายทศวรรษ การมาถึงของ AI จึงเป็นจังหวะที่ไทยไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ และหากจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ให้ได้ ต้องเริ่มจากจุดที่ปัญหาฝังรากลึกที่สุด นั่นคือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SME

เหตุใด SME จึงเป็นหัวใจของโจทย์เศรษฐกิจไทย

ธนาคารโลกประเมินว่า 99.5% ของผู้ประกอบธุรกิจไทยจัดอยู่ในธุรกิจ SME โดยมีสัดส่วนการจ้างงานถึง 69.5% ของตลาดแรงงาน เมื่อพิจารณาในมิติของขนาด ยังพบว่า ราว 85% ของธุรกิจ SME ไทยจัดเป็น micro SME ซึ่งมีการจ้างงานไม่เกิน 5 คนและมีรายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ขณะที่มูลค่าเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากธุรกิจ SME คิดเป็นสัดส่วนเพียง 35.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ตัวเลขข้างต้นสะท้อนให้เห็นความท้าทายหลักทางเศรษฐกิจ นั่นคือ ปัญหาเชิงผลิตภาพ (productivity) ที่เกิดจากการขาดทักษะ ทรัพยากร และการเข้าถึงเทคโนโลยีของผู้ประกอบการ SME ไทย

อย่างไรก็ตาม การมาถึงของ AI อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของไทย หากเราสามารถใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อลดข้อจำกัด เพิ่มขีดความสามารถ และเปิดให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงทรัพยากร เทคโนโลยีการผลิต ทักษะแรงงาน และเครื่องมือทางธุรกิจที่ในอดีตมักกระจุกตัวอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ ที่สำคัญ AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่จุดแข็งเดิมของ SME ไทย ทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นและความเข้าใจลูกค้า แต่ช่วยพาจุดแข็งเหล่านั้นไปได้ไกลกว่าเดิม

รายงานของ Salesforce พบว่าราว 70% ของ SME ไทยใช้งานหรืออยู่ระหว่างทดลองใช้ AI แต่หากพิจารณาว่าธุรกิจไทยดึงศักยภาพของ AI มาใช้ได้มากเพียงใด ภาพที่เห็นยังอยู่ในระยะเริ่มต้น รายงาน Unlocking Thailand’s AI Potential 2026 ของ AWS พบว่า ในกลุ่มธุรกิจที่ใช้ AI ราว 74% ยังใช้ในขั้นพื้นฐาน โดยใช้แชตบอตและเครื่องมือสำเร็จรูปกับงานทั่วไป เช่น การค้นหาข้อมูลหรือสรุปความ ขณะที่ 17% และ 9% ใช้ AI ในระดับกลางและระดับสูงตามลำดับ

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น
 

“ภาพทั้งหมดนี้สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยกับภาค SME เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น หากเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้อย่างทั่วถึง ก็ต้องยกระดับขีดความสามารถของ SME ให้ได้ และโจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการชวนให้ใช้ AI แต่คือการดึงศักยภาพของ AI มาใช้ให้ลึกพอจนเกิดการเปลี่ยนผ่าน (transformation) ทั้งในวิธีดำเนินงาน วิธีประกอบธุรกิจ และฐานผลิตภาพของประเทศ”

ทั้งนี้ ภายใต้เศรษฐกิจยุค AI เราอาจแบ่งระดับการดึงศักยภาพของ AI มาสร้างมูลค่าได้เป็น 3 ระดับ

  1. AI-assisted เป็นรูปแบบธุรกิจที่ใช้ AI ช่วยงานเพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้น ขณะที่กระบวนการทำงานและการตัดสินใจหลักยังเป็นของมนุษย์ ลองนึกถึงร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็กร้านหนึ่ง เจ้าของร้านใช้ AI ช่วยเขียนคำบรรยายสินค้า ตกแต่งภาพ และตอบแชตลูกค้า งานเหล่านี้ทำได้เร็วขึ้น แต่การตัดสินใจทุกอย่างยังเป็นของเจ้าของ
  2. AI-operated เป็นรูปแบบธุรกิจที่ออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ โดยมี AI ขับเคลื่อนและเชื่อมงานแต่ละชิ้น (task) เข้าด้วยกันทั้งระบบ มนุษย์ทำหน้าที่กำกับดูแล ขณะที่สินค้าและบริการยังคงเดิม ร้านค้าเดียวกันจะดำเนินงานด้วย AI ทั้งระบบ ยอดขายจากทุกแพลตฟอร์มไหลเข้าที่เดียว AI คาดการณ์ความต้องการ สั่งสินค้าเข้าสต็อก ปรับราคา และจัดสรรงบโฆษณาให้ เจ้าของเปลี่ยนจากคนลงมือทำทุกอย่าง มาเป็นคนกำกับระบบ และขยายไปขายในตลาดใหม่ได้โดยไม่ต้องเพิ่มทีมงาน
  3. AI-native เป็นรูปแบบธุรกิจที่มี AI เป็นแกน สร้างคุณค่าจากความสามารถของ AI โดยตรง และขับเคลื่อนการดำเนินงานด้วย AI เป็นหลัก ร้านค้าเดียวกันเปลี่ยนจากการขายสินค้า มาเป็นการขายโซลูชัน AI โดยนำระบบที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลกับร้านตัวเอง ไปให้บริการแก่ร้านค้ารายย่อยอื่น รายได้หลักจึงมาจากความสามารถของ AI ไม่ใช่จากตัวสินค้าอีกต่อไป ธุรกิจลักษณะนี้เกิดขึ้นแล้วในเอเชีย Atoms แพลตฟอร์มสร้างธุรกิจออนไลน์ด้วย AI เอเจนต์จากจีน ใช้ทีม AI เอเจนต์ทำงานแทนนักวิจัย ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ และวิศวกร เพื่อให้ผู้ก่อตั้งเพียงคนเดียวพาไอเดียไปสู่ธุรกิจที่พร้อมหารายได้

กรอบคิดสำหรับ SME ยุค AI

สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ยุค AI ผมขอเสนอกรอบคิด Reimagine, Transform and Lead เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการมองหาโอกาส ปรับวิธีทำงาน และนำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง

  • Reimagine คือการคิดใหม่ว่า AI ทำให้อะไรเป็นไปได้ โดยไม่ยึดติดกับกรอบเดิม วันนี้ AI ทรงพลังขึ้นและเข้าถึงได้ง่ายกว่าที่เคย ข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณจึงไม่ปิดกั้นโอกาสของธุรกิจขนาดเล็กเช่นในอดีต โอกาสที่เห็นชัดที่สุดอยู่ในเส้นทางการซื้อของผู้บริโภค ซึ่ง AI เริ่มเข้ามาค้นหา เปรียบเทียบ และแนะนำสินค้าแทน รายงานของ BCG พบว่า ราว 63% ของการซื้อที่มี AI ช่วย AI ได้นำผู้บริโภคไปรู้จักแบรนด์ที่ไม่เคยอยู่ในการพิจารณามาก่อน ปัจจัยชี้ขาดจึงย้ายจากงบโฆษณา ไปสู่ความสามารถในการตอบโจทย์ผู้บริโภค และข้อมูลสินค้า ราคา และบริการที่ชัดเจนพอให้ AI เข้าใจและแนะนำได้
  • Transform คือการเปลี่ยนผ่าน พาธุรกิจจากจุดที่ยืนอยู่ไปสู่สิ่งที่แตกต่างจากเดิม นี่คือขั้นที่ยากที่สุด เพราะต้องเปลี่ยนกรอบความคิดเดิมที่เคยพาธุรกิจประสบความสำเร็จมา การเปลี่ยนผ่านจึงต้องเกิดขึ้นทีละขั้นตามสามระดับข้างต้น ตั้งแต่ใช้ AI ช่วยงาน ดำเนินงานด้วย AI ไปจนถึงสร้างธุรกิจที่มี AI เป็นแกน
  • Lead คือการนำการเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็ว เมื่อ AI เปลี่ยนเร็วจนการวางแผนระยะยาวแบบเดิมใช้ไม่ได้ ผู้นำต้องกำหนดเข็มทิศ (North Star) ที่ชัดเจนแต่พร้อมปรับเปลี่ยน และพาคนในองค์กรเดินไปด้วยกัน ในเกมแห่งความเร็วนี้ SME มีข้อได้เปรียบ เพราะมีความยืดหยุ่นมากกว่าและตัดสินใจได้เร็วกว่า จึงมีโอกาสก้าวขึ้นมาท้าทายผู้เล่นรายใหญ่ได้

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านของ SME จะสำเร็จได้มากขึ้นเมื่อมีปัจจัยเชิงระบบรองรับควบคู่ไปกับการปรับตัวของผู้ประกอบการเอง ไม่ว่าจะเป็นราคาเครื่องมือ AI ที่เข้าถึงได้ ข้อมูลที่มีคุณภาพและใช้งานได้จริง ทักษะที่นำไปใช้ในธุรกิจได้ทันที แพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้ ตลอดจนนโยบายและกลไกคุ้มครองการใช้งาน AI อย่างรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบของการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบที่จะช่วยขยายพลังของภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยให้เข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น ตรงกลุ่มมากขึ้น และสร้างมูลค่าได้สูงขึ้น

ร่วมกันขับเคลื่อน

ด้วยเหตุนี้ ความร่วมมือจึงต้องเกิดขึ้นในระดับโครงสร้าง ภาครัฐ องค์กรขนาดใหญ่ พันธมิตรด้านเทคโนโลยี และ SME ต่างมีบทบาทที่แตกต่างกันไป สำหรับทรู เรามุ่งมั่นที่จะส่งมอบคุณค่าและศักยภาพที่แท้จริงของ AI ให้ธุรกิจขนาดเล็กใช้งานได้จริง

เราเริ่มจากการทำให้การเข้าถึงง่ายขึ้นผ่าน True AI Hub แพลตฟอร์มที่รวมโมเดล AI กว่า 50 ตัวไว้ที่เดียว พร้อมแพ็กเกจเริ่มต้นที่ 399 บาทต่อผู้ใช้ต่อเดือน โดยไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่ล่วงหน้า ช่วยลดอุปสรรคด้านต้นทุนและความยุ่งยากจากการสมัครใช้บริการ AI หลายเจ้า

นอกจากนี้ เรายังสร้างทักษะที่จำเป็นเพื่อให้การนำ AI ไปใช้ขยายผลได้จริง ผ่านความร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ Arise Ventures Group, AWS และ Amazon โดยมีเป้าหมายสร้างขีดความสามารถด้าน AI ให้คนไทย 3 ล้านคน พร้อมสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพ

ที่สำคัญ ทรูยินดีแบ่งปันประสบการณ์ด้านธรรมาภิบาล AI เพราะ AI เปรียบเสมือนรถที่วิ่งเร็วมาก ยิ่งเร็วเท่าไร ก็ยิ่งต้องมีกติกาที่ช่วยให้ขับเคลื่อนได้อย่างปลอดภัย ประสบการณ์จากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้เห็นว่า เทคโนโลยีมักเคลื่อนเร็วกว่ากติกาเสมอ ซึ่งเป็นโจทย์ร่วมของทุกประเทศทั่วโลก ภาครัฐและภาคเอกชนจึงต้องร่วมกันออกแบบกรอบ AI ที่รับผิดชอบ ปกป้องผู้คนโดยไม่ปิดกั้นการเติบโต รวมถึงแซนด์บ็อกซ์ที่เปิดโอกาสให้ SME ได้ทดลองอย่างปลอดภัยก่อนขยายผล

Access Partnership ประเมินว่า การนำ AI มาใช้อาจสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ธุรกิจไทยได้อย่างน้อย 2.6 ล้านล้านบาทภายในปี 2573 ตัวเลขนี้สะท้อนว่าโอกาสมีอยู่จริง แต่โอกาสจะไม่ไหลไปถึงทุกคนได้เอง

เม็ดเงินลงทุนด้าน AI ในวันนี้ส่วนใหญ่ยังไหลไปสู่โครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนเหล่านี้ไม่ได้สูญเปล่า แต่เป็นสินทรัพย์ที่ประเทศไทยต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หัวใจของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจ AI จึงอยู่ที่การต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานให้กลายเป็นขีดความสามารถที่ธุรกิจใช้ได้จริง ยกระดับผลิตภาพของ SME และพัฒนาจุดแข็งกับภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยให้เป็นสินค้าและบริการที่เข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ขึ้น

นี่คือเส้นทางที่จะทำให้การลงทุนด้าน AI ไม่หยุดอยู่เพียงตัวเลขบนกระดาษ แต่กลายเป็นโอกาส ผลิตภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งคนไทยร่วมกันสร้างและแบ่งปันไปด้วยกัน