นักวิจัยจุฬาฯ ต่อยอดการผลิตเส้นใยจากเปลือกทุเรียน สร้างนวัตกรรมสิ่งทอแฟชั่น ภายใต้แบรนด์ ” MUW.OFFICIAL ” ชูจุดขายนอกจากช่วยกำจัดขยะเหลือทิ้งทางการเกษตร แล้วยังเอาใจเจนวายสายมู ด้วยการออกแบบลวดลายมงคล พร้อมเผยผลทดสอบประสิทธิภาพเส้นใยจากเปลือกทุเรียนพบต้านเชื้อแบคทีเรียสูงถึง 99.92% แถมระบายอากาศได้ดีกว่าผ้าไหมเกือบเท่าตัว

ดร.อุษา ประชากุล คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชานฤมิตศิลป์ (แฟชั่นและสิ่งทอ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งเพาะปลูกทุเรียนอันดับ 1 ของโลก และที่สำคัญยังมีเศษเหลือทิ้งอย่างเปลือกทุเรียนจากการแปรรูปต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งเปลือกทุเรียนเหล่านี้ต้องใช้วิธีการกำจัดด้วยเผาทำลายหรือการฝังกลบ ซึ่งต้องใช้ต้นทุนในการกำจัดค่อนข้างมากถึงตันละ 900 บาท และที่สำคัญสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ด้วยแนวคิดในการจัดการขยะเหลือทิ้งทางการเกษตร (Waste Management) ซึ่งตนเองเคยมีแนวทางการพัฒนาเส้นใยจากใบสับปะรดเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นมาก่อน จึงได้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า เปลือกทุเรียนมีปริมาณเส้นใยเซลลูโลสอยู่กว่า 30 % และเส้นใยจากเปลือกทุเรียนยังมีคุณสมบัติเชิงกลเช่นเดียวกับเส้นใยของฝ้ายและป่านที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้

ขณะเดียวกันในต่างประเทศมีการนำเส้นใยจากเปลือกทุเรียนไปทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น พลาสเตอร์ปิดแผล หรือถุงพลาสติก ส่วนในไทยมีการทำเฟอร์นิเจอร์อัดแข็งและกระดาษ แต่ยังไม่มีการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอแฟชั่นอย่างจริงจัง ผู้วิจัยจึงคิดว่าทุเรียนเป็นตัวแปรที่น่าสนใจและมีความเป็นไปได้ในการนำมาพัฒนาต่อยอดเพิ่มมูลค่าทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม จึงเป็นที่มาของโครงการ “นวัตกรรมการออกแบบแฟชั่นไลฟ์สไตล์จากกระบวนการแปรรูปเส้นใยด้วยผลผลิตเกษตรไร้มูลค่าอย่างยั่งยืน โดยใช้แนวคิดความเชื่อมงคลสัญวิทยา” ที่มุ่งทดลองพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอจากเปลือกทุเรียนที่ผสมฝ้ายและไหม โดยทดลองใช้การทอมือแบบชุมชนและในรูปแบบของอุตสาหกรรม โดยคาดหวังว่าจะนำไปสู่การการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

ดร.อุษา กล่าวว่า กระบวนการทดลองพัฒนาเส้นใยจากเปลือกทุเรียน เริ่มตั้งแต่เลือกพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตและส่งออกทุเรียนอันดับต้นๆ ของประเทศ และมีจุดทิ้งเปลือกทุเรียนจำนวนมหาศาลที่ก่อให้เกิดปัญหาด้านมลพิษ ทั้งนี้ทีมวิจัยได้รับความร่วมมือจาก ดร.จุฑาทิตย์ นามวงษ์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสกัดเยื่อทุเรียน และมีงานวิจัยเกี่ยวกับการทำกระดาษจากเยื่อเปลือกทุเรียน จากความร่วมมือของทั้ง 2 มหาวิทยาลัย ได้มีการถ่ายทอดเทคนิคการสกัดวัสดุ นำมาซึ่งแนวทางที่ผู้วิจัยได้วางกลยุทธ์แบรนด์ และขึ้นต้นแบบในการผลิตเส้นใยจากเปลือกทุเรียน รวมถึงทดลองทอเป็นผ้าจากเส้นใยทุเรียน

ทั้งนี้ รศ.ดร.ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN Office) กล่าวว่าความร่วมมือระหว่างนักวิจัยของมหาวิทยาลัยในเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย หรือ RUN และความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยตามโครงการการพัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษา (Reinventing University) กระทรวง อว. รวมถึงการเชื่อมโยงนักวิจัยเข้ากับชุมชนท้องถิ่นเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สู่สินค้ามูลค่าสูงนั้น เป็นแนวคิดของ RUN ที่ขับเคลื่อนการผสานความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของไทย 8 แห่งประกอบด้วยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ร่วมผนึกพลัง ภายใต้หลักการ Sincerity, Excellence, and Equality (SExY way) เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย มุ่งสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนอย่างแท้จริง

“จากการลองผิดลองถูกในครั้งแรกที่นำเปลือกทุเรียนมาตากแห้ง อบ และต้ม เพื่อปั่นเป็นเส้นใย แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ เส้นใยเสียสภาพและกระด้างมาก ในที่สุดทีมวิจัยได้เลือกใช้วิธีเดียวกับการทำกระดาษคือ การแช่ดองเปลือกทุเรียนด้วยน้ำเปล่าเป็นเวลานานประมาณ 20 วัน หรืออาจมากถึง 1 เดือน เพื่อให้เยื่อย่อยสลายจนสามารถสางออกได้ง่าย จากนั้นจึงนำเยื่อที่ได้ไปล้างทำความสะอาด ตากแห้ง และนำไปเข็นเป็นเส้นด้ายด้วยมือ ร่วมกับฝ้ายหรือไหมในระดับชุมชน ก่อนจะพัฒนาต่อยอดเข้าสู่กระบวนการผลิตเส้นด้ายในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้มาตรฐานและความเร็ว ก่อนจะนำกลับมาทอด้วยมือในชุมชน 100 % โดยใช้เส้นด้ายไหมผสมเส้นใยทุเรียนเป็นเส้นพุ่ง เพื่อคงเสน่ห์ของงานฝีมือ (Craft) และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์”

สำหรับจุดเด่นของเส้นใยจากเปลือกทุเรียน ที่ผ่านมามีกระบวนการพิสูจน์เรื่องคุณสมบัติเฉพาะตัวของวัสดุแล้ว พบว่า เยื่อจากเปลือกทุเรียนมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรียอยู่แล้วตามธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยในต่างประเทศที่มีการนำเปลือกทุเรียนไปพัฒนาเป็นพลาสเตอร์ปิดแผลที่ต้องอาศัยคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อโรค นอกจากนี้จากการทดสอบด้านมาตรฐานอุตสาหกรรมของผืนผ้าที่ทอจากไหมผสมเส้นใยทุเรียนโดยสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอประเทศไทย โดยใช้วิธีนำเศษผ้าไปทดสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อดูการเจริญเติบโตของเชื้อรอบๆ เป็นเวลากว่า 20 วัน ผลการทดสอบยืนยันว่าสามารถต้านเชื้อได้ทั้ง แบคทีเรียแกรมบวก (Gram-positive) และแกรมลบ (Gram-negative) และเมื่อมาเปรียบเทียบผลกับผ้าที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติทั่วไป เส้นใยทุเรียนสามารถทำคะแนนได้สูงเกือบ 100% (ผลการทดสอบอยู่ที่ 99.92%) ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจและเป็นนวัตกรรมใหม่ในวงการแฟชั่น

ดร.อุษา กล่าวอีกว่า จากนวัตกรรมเส้นใยจากเปลือกทุเรียน ได้มีการต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอแฟชั่นภายใต้แบรนด์ MUW.OFFICIAL ซึ่งทีมวิจัยเน้นการนำเส้นใยทุเรียนมาทอผสมกับไหม ซึ่งนอกจากผืนผ้าจะมีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียสูงถึง 99.92% แล้ว ยังสามารถระบายอากาศได้ดีกว่าผ้าไหม 100 % อยู่เกือบเท่าตัว บวกกับการออกแบบแบรนด์นี้ ได้นำแนวคิดเรื่องลวดลายมงคลที่มีความโดดเด่นในการผสมผสานความเชื่อดั้งเดิมเข้ากับศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

“ความโดดเด่นของแบรนด์แฟชั่น MUW.OFFICIAL คือการออกแบบลวดลายผ้า โดยใช้แนวคิดทางสัญวิทยา (Semiotics) ซึ่งถอดลักษณะเด่นของสัตว์มงคล 9 ชนิด ออกมาเป็นลวดลายกราฟิก เช่น Fortune Dragon : ลายมังกรที่สื่อถึงความโชคดี Tiger of Power: ลายเสือที่สื่อถึงพลังอำนาจ ลวดลายเหล่านี้ถูกออกแบบให้มีความเป็นสากลและร่วมสมัย เพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภค Gen Y ที่ยังมีความเชื่อแต่ต้องการความทันสมัย”

นอกจากนี้นวัตกรรมสิ่งทอแฟชั่นชุดนี้ ยังใช้สีย้อมจากพืชมงคลพื้นถิ่นผ่านวิธีการมัดหมี่ลวดลายมงคลในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งคุณสมบัติของเส้นใยทุเรียนพบว่ายังสามารถดูดซับสีธรรมชาติได้ดีและให้สีที่สวยงาม รวมถึงผลงานชุดนี้ยังมีการนำเทคนิค Kinetic Textile หรือทฤษฎีภาพลวงตา มาใช้ในการออกแบบชิ้นงาน

ทำให้ผืนผ้าดูเหมือนมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลาแม้จะวางอยู่นิ่งๆ มีการสร้างมิติของลวดลายที่แตกต่างกันเมื่อมองจากคนละมุมมอง นอกจากตัวผ้าแล้ว แบรนด์นี้ยังนำลายเส้น เช่น เส้นตรงและเส้นโค้ง ที่ได้จากการถอดลายผ้ามาใส่ใน Shape Form ของเครื่องแต่งกาย เช่น การใช้เส้นตรงในการเก็บเกล็ด (Details) บริเวณช่วงเอว เพื่อเน้นสรีระส่วนเว้าส่วนโค้งของผู้สวมใส่ และมุ่งเน้นการเสริมความมั่นใจให้ผู้บริโภค

ดร. อุษา กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนต่อยอดจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และจะมีการนำนวัตกรรมนี้ไปจัดแสดงและประกวดในงานนิทรรศการสิ่งประดิษฐ์นานาชาติเจนีวา 2026 เพื่อยกระดับวัสดุทางเลือกของไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน
