WHAUP จับมือ APEX ศึกษา Direct PPA & TPA 17 MW พัฒนาโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ ปูทางยกระดับพลังงานสะอาด

New Energy

WHAUP ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ บริษัท เอเพ็กซ์ เซอร์คิต (ไทยแลนด์) จำกัด สู่การยกระดับพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาดกำลังผลิต 17 เมกะวัตต์ ปั้นโมเดล “ซื้อขายไฟตรง”   Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) และ Third Party Access (TPA) 

               นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า บริษัทลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ บริษัท เอเพ็กซ์ เซอร์คิต (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อจำหน่ายให้กับผู้ซื้อในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าตรง (Direct Power Purchas Agreement) และ/หรือการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access Scheme) ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า 17 เมกะวัตต์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน       และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบาย Net Zero ของทั้งสองบริษัท

               สำหรับ บริษัท เอเพ็กซ์ เซอร์คิต (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ชั้นนำของประเทศไทย โดยโรงงานของ APEXมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง   แต่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ติดตั้งโซลาร์บนหลังคา จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ WHAUP นำเสนอโครงการDirect PPA และ TPA เพื่อยกระดับโรงงานให้สามารถเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ โดย APEX ตั้งเป้าใช้พลังงานสะอาด 50% ภายในปี 2060 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) 5% ภายในปี 2027

               การศึกษาความเป็นไปได้ตามข้อตกลงนี้ จะเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดด้านพื้นที่ติดตั้งโซลาร์     และเปิดโอกาสให้ลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานสะอาด โดยพลังงานจากโซลาร์ฟาร์มจะเป็นพลังงานทางเลือกที่เป็นส่วนเสริมจากระบบไฟฟ้าหลัก

               นายหวัง ซู่ มู่ (Mr. Woody Wang) ประธานกรรมการ บริษัท เอเพ็กซ์ เซอร์คิต (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “บริษัทฯ ได้เลือก WHAUP ศึกษาโครงการร่วมกันเนื่องจากมีความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และมีเทคโนโลยีที่พร้อมในการดำเนินโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถช่วยให้โครงการของบริษัท ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย เพื่อเป็นต้นแบบให้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ เนื่องจากการใช้พลังงานสะอาดในปัจจุบัน  ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาฐานลูกค้าในระดับสากล เนื่องจากคู่ค้าในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ในอนาคต”  

               ทั้งนี้โครงการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ภายใต้กรอบบันทึกข้อตกลง      โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพิจารณาด้านเทคนิค ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และความเหมาะสมด้านกฎระเบียบ เพื่อกำหนดรูปแบบการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

               เบื้องต้น โครงการศึกษานี้มีแนวทางพัฒนาในรูปแบบ Solar Farm ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า Solar Rooftop เมื่อเทียบกับกำลังการติดตั้งที่เท่ากัน และมีศักยภาพในการช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานสะอาดได้โดยไม่ติดข้อจำกัดด้านพื้นที่ หากสามารถพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้เต็มรูปแบบ คาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเฉลี่ยประมาณ 34 ล้านบาทต่อปี หรือกว่า   850 ล้านบาทตลอดอายุสัญญา พร้อมลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 9,670 ตันต่อปี หรือรวมกว่า 241,700 ตันตลอดอายุสัญญา

               สำหรับความร่วมมือครั้งนี้จึงนับเป็น “ก้าวแรกเชิงกลยุทธ์” ในการพัฒนาโมเดล Direct PPA และ TPA นอกนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีศักยภาพในการปลดล็อกข้อจำกัดด้านพื้นที่ติดตั้งโซลาร์ของโรงงาน      และวางรากฐานแนวทางใหม่ในการเข้าถึงพลังงานสะอาดของภาคการผลิตไทย