อัปเดตทิศทางภารกิจ Artemis จากงาน Ignition Event 2026

i & Tech

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 (ตามวันเวลาของสหรัฐอเมริกา) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. วงการอวกาศทั่วโลกได้จับตามองอีกครั้งในงาน Ignition Event 2026 โดยไฮไลต์สำคัญของงานคือ การแถลงวิสัยทัศน์และอัปเดตความคืบหน้าของโครงการสำรวจดวงจันทร์ “อาร์เทมิส” (Artemis) นำโดยคุณจาเร็ด ไอแซคแมน (Jared Isaacman) ผู้อำนวยการองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NASA)

.ภารกิจดวงจันทร์ ลดความซับซ้อน มุ่งเน้นผลลัพธ์

.               นโยบายหลักที่คุณ Isaacman เน้นย้ำอย่างชัดเจนคือการ “ลดความซับซ้อนของกระบวนการราชการ” เพื่อให้การทำงานรวดเร็วและคล่องตัวมากขึ้น โดยพุ่งเป้าไปที่ผลลัพธ์สำคัญ คือการส่งมนุษย์อวกาศกลับไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ให้สำเร็จภายในปี ค.ศ. 2030 อย่างไรก็ตาม NASA ได้ตั้งเป้าหมายเชิงรุกที่ท้าทายกว่านั้น โดยจะพยายามผลักดันภารกิจให้สำเร็จภายในปี ค.ศ. 2028 ซึ่งแผนการดำเนินงานได้ถูกปรับให้เป็นขั้นตอนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างรัดกุม โดยมีลำดับเวลาดังนี้

.               Artemis III (ค.ศ. 2027) จะเป็นการทดสอบระบบยานและอุปกรณ์ต่างๆ ในบริเวณวงโคจรรอบดวงจันทร์ (On-orbit testing) เพื่อยืนยันความพร้อมขั้นสูงสุด

.               Artemis IV (ค.ศ. 2028) ภารกิจประวัติศาสตร์ ยานอวกาศพร้อมนักบินอวกาศจะทำการลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์อย่างเป็นทางการ

วิสัยทัศน์การสร้างฐานบนดวงจันทร์ (Moon Base)

                เมื่อภารกิจการลงจอดสำเร็จ ลำดับต่อไป NASA ตั้งเป้าที่จะส่งนักบินอวกาศไปปฏิบัติภารกิจบนพื้นผิวดวงจันทร์ในทุกๆ 6 เดือน เพื่อเริ่มต้นโครงการก่อสร้าง “ฐานบนดวงจันทร์” (Moon Base) อย่างเต็มรูปแบบ โดยแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 3 เฟสหลัก ได้แก่

                1.เฟสทดสอบระบบ (System Testing) เตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจระยะยาว โดยเฉพาะการทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบไอโซโทปรังสี (Radioisotope Thermoelectric Generator – RTG) เพื่อเป็นแหล่งพลังงานที่เสถียร

                2.เฟสเตรียมการก่อนอยู่อาศัย (Pre-habitat) ดำเนินการนำส่งและทดสอบรถสำรวจแบบมีระบบปรับความดัน (Pressurized Rover) ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติญี่ปุ่น (JAXA)

                3.เฟสภารกิจคาร์โกและที่อยู่อาศัย (Cargo & Habitat) ปฏิบัติภารกิจขนส่งเพื่อติดตั้ง “Habitat” หรือโมดูลที่อยู่อาศัยบนดวงจันทร์ ซึ่งพัฒนาโดยองค์การอวกาศอิตาลี (ASI)

                ข้อสังเกตสำคัญ จากการเร่งเครื่องแผนการสร้างฐานบนดวงจันทร์ ส่งผลให้โครงการสร้างสถานีอวกาศรอบดวงจันทร์ (Lunar Gateway) ถูกเลื่อนการดำเนินการออกไป โดยจะย้ายไปเริ่มสร้างหลังจากที่ติดตั้งฐานบนพื้นผิวดวงจันทร์เสร็จสิ้นแล้ว

ยุทธศาสตร์วงโคจรต่ำของโลก (LEO) และการวิจัย

                สำหรับพื้นที่บริเวณวงโคจรต่ำของโลก (Low Earth Orbit – LEO) NASA ได้เน้นย้ำยุทธศาสตร์การทำงานร่วมกับ “ภาคเอกชน” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเปิดทางให้เกิดการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในพื้นที่วงโคจรต่ำได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งในด้านการวิจัยวิทยาศาสตร์ NASA ให้น้ำหนักกับ 3 เสาหลัก ได้แก่ 1.เดินหน้าโครงการวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ ให้ดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง 2.มุ่งเน้นพันธมิตรรัฐและเอกชน (Public Private Partnership) เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของทั้งสองภาคส่วน และ 3.แสวงหาความร่วมมืออื่นๆ กับองค์กรและเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก

                อีกหนึ่งประกาศที่สร้างความตื่นเต้นในงานนี้คือ ภารกิจ Space Reactor-1 Freedom (SR-1 Freedom) โปรเจกต์การพัฒนายานอวกาศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนเกมที่จะใช้เป็นยานพาหนะเป้าหมายสำหรับการเดินทางมุ่งสู่ “ดาวอังคาร” (Mars) ในอนาคต พร้อมกันนี้ NASA ได้ประกาศเปิดโอกาสกว้างให้ภาคเอกชนด้านการบินและอวกาศ (Aerospace) รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการต่างๆ ของ NASA ได้มากยิ่งขึ้น

บทบาทของประเทศไทย และก้าวต่อไป

                การเปลี่ยนแปลงแผนยุทธศาสตร์ของ NASA ในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของการสำรวจอวกาศอย่างแท้จริง ทาง GISTDA ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Artemis และจะทำการติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด และจะคอยอัปเดตความก้าวหน้า รวมถึงวิเคราะห์โอกาสและแนวทางการมีส่วนร่วมของประเทศไทยในโครงการอวกาศระดับโลกเหล่านี้ให้ทุกท่านได้รับทราบในระยะต่อไปอย่างแน่นอน