“ยศชนัน”’ มอบนโยบายให้ สวทช. เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ”

News Update

            เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ณ โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จ.ปทุมธานี: ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) เป็นประธานการประชุมบอร์ด กวทช. นัดแรกพร้อมมอบนโยบายให้ สวทช. เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ที่ช่วยพาประเทศไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง โดยมุ่งวิจัยตรงเป้าแม่นยำ และตอบโจทย์วิกฤตประเทศ

            ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ กวทช. นัดแรก ได้มอบให้ สวทช. ยึดหลักการทำงานมุ่งวิจัยที่ตรงเป้า แม่นยำและตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัสของรัฐบาล โดยให้ขับเคลื่อนผ่านแนวคิด New Research Engine หรือ “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ที่ไม่ได้เป็นเพียงการวิจัยขึ้นหิ้ง แต่ต้องเป็นเครื่องยนต์ที่ส่งผลกระทบสูง (High Impact) และเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง โดย สวทช. จะเป็นเสมือน “เครื่องยนต์วิจัย” ที่ทำงานเชิงรุกเพื่อดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม โดยเริ่มต้นจากการวางรากฐาน ด้านเศรษฐกิจ ที่มุ่งเน้น “คนตัวเล็ก” อย่างเกษตรกรทั่วประเทศ ผ่านการใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพสูง พร้อมทั้งติดอาวุธนวัตกรรมให้กลุ่ม SMEs สู่การเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่แข่งขันได้ในตลาดโลกด้านสังคม มุ่งให้ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยด้วยแพลตฟอร์มการแพทย์ดิจิทัลที่ช่วยให้การคัดกรองโรคสำคัญอย่างโรคไตเข้าถึงระดับชุมชนได้อย่างรวดเร็วควบคู่ไปกับการทลายกำแพงความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาด้วยระบบการเรียนรู้ที่ปรับตามความถนัดของเด็กแต่ละคน เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพให้กับประเทศในอนาคต

            “เรากำลังเปลี่ยนผ่าน สวทช. ให้เป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังกว่าเดิม งานวิจัยต้องเข้าถึง ‘คนตัวเล็ก’ และกลุ่มเป้าหมายทุกภาคส่วน โดยตั้งเป้าว่าในปี 2570 นวัตกรรมของเราจะสร้างประโยชน์แก่ประชาชนถึง 10 ล้านคน และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมกว่า 17,000 ล้านบาท” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าว

            ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า “สวทช. พร้อมนำศักยภาพของบุคลากรวิจัยและทีมสนับสนุนรวมกว่า 3,000 คน จากศูนย์วิจัยแห่งชาติทั้ง 5 แห่ง และโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนา มาขับเคลื่อนเครื่องยนต์วิจัยของประเทศ โดยมุ่งเน้นนโยบาย “งานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง”โดยยึดความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชนเป็นตัวตั้ง

            ทั้งนี้ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สวทช. ได้ดึงศักยภาพและความเชี่ยวชาญของบุคลากรวิจัยมาตอบโจทย์เร่งด่วนของประเทศภายใต้กลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยยั่งยืน ผ่านกลไก “Battle และ Pre-battle” ซึ่งเป็นโครงการระยะเร่งด่วนที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ผลงานวิจัยออกจากห้องแล็บไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปใช้งานได้จริงในวงกว้าง ทั้งในมิติการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน

            “เราเปลี่ยนความเชี่ยวชาญของนักวิจัยให้กลายเป็นคำตอบของประเทศ ผ่านยุทธศาสตร์การทำงานเชิงรุกในรูปแบบโครงการ Battle และ Pre-battle ซึ่งเป็นภารกิจระยะเร่งด่วนที่ทำมาตลอด 4 ปี เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่างานวิจัยไทยไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง แต่คือเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง”     ศ. ดร.ชูกิจ กล่าวทิ้งท้าย

            โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ชมโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) ของไบโอเทค สวทช. พร้อมกล่าวว่า Plant Factory เป็นตัวอย่างหนึ่งของนโยบายด้านที่ 1 (การยกระดับเกษตรกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง (Agri-Tech) และนโยบายเศรษฐกิจมูลค่าสูง) ของกระทรวง อว. ที่ต้องการยกระดับเกษตรกรรมไทยให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยโรงงานผลิตพืชไม่ใช่แค่การปลูกผักในร่มแบบธรรมดา แต่คือการใช้เทคโนโลยีควบคุมแสง-สารอาหารแบบ 100% เพื่อผลิต “สารออกฤทธิ์สำคัญ” สำหรับอุตสาหกรรมยา และเครื่องสำอางระดับโลก

            “การเป็นประเทศรายได้สูงนั้น ตัวอย่างของ Plant Factory จะเห็นได้ชัดว่าเรากำลังเปลี่ยนจากการขายพืชผลเป็นกิโลกรัม มาเป็นการขายสารสกัดมูลค่าสูงที่เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรยุคใหม่จากหลักหมื่นพุ่งสู่หลักแสนต่อไร่ นี่คือเกษตรแม่นยำที่กินได้จริงและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้จริง” รมว.อว. กล่าว