ท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงานโลกที่ส่งแรงกระแทกโดยตรงต่อประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เร่งวางยุทธศาสตร์รับมืออย่างเป็นระบบ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยมุ่งลดการพึ่งพาน้ำมันผ่านการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่แนวคิด “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” (Just Transition) ที่เน้นการสร้างงาน สร้างอาชีพ และไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพ พร้อมเดินหน้าร่วมพัฒนานโยบาย “เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน” (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยกระดับมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร สนับสนุนการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน และรักษาตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในฐานะศูนย์กลางการบินของภูมิภาค ควบคู่การเสริมความมั่นคงทางพลังงาน มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050

รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง ประมาณร้อยละ 90 จากสัดส่วนการใช้งานทั้งหมด การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการลดการใช้พลังงานในภาคขนส่ง และเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นระบบ โดยในระยะสั้น สอวช. จัดทำมาตรการรับวิกฤตพลังงานเร่งด่วน ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานทั่วประเทศ เพื่อเสนอต่อกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อาทิ การปรับตารางเรียนและการทำงานให้เหมาะสม การใช้ระบบ Work From Anywhere (WFA) ในภารกิจที่ไม่จำเป็นต้องเข้าพื้นที่ และการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในรายวิชาทฤษฎี เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าและการเดินทาง

ในระยะกลางและระยะยาว รศ.วงกต กล่าวว่า สอวช. มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (xEVs) ครอบคลุมตั้งแต่รถไฮบริด (HEV) ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 100% (BEV) ไปจนถึงพลังงานใหม่อื่นๆเช่นไฮโดรเจน อย่างไรก็ตาม การใช้ EV เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากไฟฟ้าของไทย ร้อยละ 58 มาจากก๊าซธรรมชาติที่ในปี พ.ศ. 2568 ต้องนำเข้าร้อยละ 36% ซึ่งเป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 74% สอวช. จึงสนับสนุนแนวคิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy: RE) ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ และชีวมวล ควบคู่การยกระดับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมในทุกมิติ

ในระดับต้นน้ำ สอวช. มุ่งพัฒนานโยบายสนับสนุนเทคโนโลยีแบตเตอรี่ วัสดุศาสตร์ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ EV ในระดับกลางน้ำ สนับสนุนผู้ประกอบการไทยผ่านมาตรการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) และการ Reskill/Upskill แรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม ส่วนปลายน้ำ มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยและนวัตกรรม เพื่อขยายทางเลือกและการเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชน
รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวอีกว่า หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการผลักดัน “EV Conversion” หรือการดัดแปลงยานยนต์สันดาปเดิมให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้า 100% โดยเน้นรถที่ใช้งานเฉพาะทาง เช่น รถสองแถว รถเก็บขยะ หรือ รถดับเพลิง ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการจัดซื้อใหม่อย่างมีนัยสำคัญ โดย สอวช. ได้หารือร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและหารือแนวทางมาตรการทางการเงิน เช่น มาตรการทางภาษี หรือการสนับสนุนงบประมาณในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว พร้อมกันนี้ สอวช. ยังใช้จังหวะการเปลี่ยนผ่านของโลก เตรียมความพร้อมรองรับ “การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Tourism) ในพื้นที่นำร่อง เช่น เชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ต เพื่อยกระดับเป็นจุดขายใหม่ของประเทศในอนาคต

ในมิติการพัฒนากำลังคน สอวช. ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) รวม 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์กรมหาชน) (สคช.) สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) ภายใต้ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) และ สอวช. ภายใต้โครงการ EV-HRD เพื่อยกระดับทักษะช่างไทยด้านการซ่อมบำรุงและดัดแปลงรถ EV รวมถึงกำหนดมาตรฐานระบบชาร์จไฟฟ้าอย่างเหมาะสม โดยตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรอย่างน้อย 650 คน ภายในปี พ.ศ. 2569 ควบคู่การวิจัยและการใช้งานจริง

รองผู้อำนวยการ สอวช. ระบุว่า การผลักดัน EV อย่างเป็นระบบจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน เปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าที่ผลิตภายในประเทศ และสามารถเชื่อมโยงกับพลังงานหมุนเวียนในอนาคต โดย EV มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงกว่าเครื่องยนต์สันดาปถึง 3–4 เท่า และยังเปิดทางสู่ระบบบริหารจัดการพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น Smart Charging และ Energy Storage ที่ช่วยเสริมเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า
รศ.วงกต กล่าวเพิ่มเติมว่า สอวช. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ บริษัท แอร์บัส กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนานโยบายเพื่อสนับสนุน “เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuels) ที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคการบิน รองรับทั้งการปรับตัวในการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการคาร์บอนในระดับสากล โดยพิจารณาถึงศักยภาพการพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทานของ SAF การจ้างงานและความต้องการองค์ความรู้ในประเทศไทยให้ครบวงจร

“ตัวอย่างจากสถานภาพปัจจุบัน เครื่องบินของ Airbus บางรุ่นสามารถใช้เชื้อเพลิง SAF ผสมกับน้ำมันอากาศยานเดิมได้มากถึง 50% และในระดับห้องวิจัยทำได้ถึง 100% ขณะที่สายการบินในไทยเริ่มทดลองใช้ SAF ที่ผลิตจากน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used cooking oil: UCO) แต่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะการบินสู่ทวีปยุโรปที่มีมาตรการการบริหารจัดการคาร์บอนสำหรับเที่ยวบิน” รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าว

รศ.วงกต ยังได้เผยว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิต SAF จากวัตถุดิบหลัก 2 กลุ่ม ได้แก่ น้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทเอกชนเริ่มพัฒนาและขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการ และอีกส่วนหนึ่งคือวัตถุดิบจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในลักษณะชีวมวล ซึ่งหากมีการเผาในที่โล่งจะเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหา PM 2.5 โดยขณะนี้ สอวช. กำลังเตรียมจัดทำนโยบายเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ในด้านวิจัยและนวัตกรรม โดยพิจารณาถึงแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง SAF ที่มีมูลค่าสูงและคุ้มค่าต่อการจัดเก็บและขนส่งในรูปของของเหลว พร้อมศึกษาพืชพลังงานใหม่ต่างๆที่ให้ผลผลิตน้ำมันสูง เพื่อรองรับการผลิตในระยะยาวของประเทศ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดปัญหา PM 2.5 แต่ยังสร้างตลาดใหม่ขนาดใหญ่ให้ภาคเกษตร และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมและเมื่อมีการผลิต SAF ที่เพียงพอ จะสนับสนุนให้ประเทศไทยคงฐานะการเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคในระยะยาว
“ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบและภูมิประเทศ ทำให้มีความแตกต่างจากหลายประเทศคู่แข่งในภูมิภาค การพัฒนา SAF จึงเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางการบินสีเขียวของเอเชีย ทั้งนี้ สอวช. ประเมินว่า การขับเคลื่อน EV และ SAF ควบคู่กัน จะเป็น “สองเสาหลัก” ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคขนส่ง ทั้งทางบกและทางอากาศ และเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันประเทศไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่เป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” รศ.วงกต กล่าวทิ้งท้าย
