เอ็นไอเอนำ 12 ดีพเทคสตาร์ตอัปบุกตลาดญี่ปุ่นในเวทีนวัตกรรมโลก “ซูชิเทค โตเกียว 2026”

News Update

เอ็นไอเอพาชี้น่านน้ำใหม่คือวิถีเติบโตของสตาร์ตอัปไทยนำ 12 ดีพเทคสตาร์ตอัปบุกตลาดญี่ปุ่นในเวทีนวัตกรรมโลก “ซูชิเทค โตเกียว 2026” Strategic Gateway ที่พร้อมพาสชั้นนวัตกรรมไทยสู่ระดับโลก

          หนึ่งในโจทย์สำคัญของสตาร์ตอัปทั่วโลกในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการสร้างนวัตกรรมที่แตกต่าง แต่คือการค้นหา “น่านน้ำใหม่ของการเติบโต” ให้ได้ก่อนคู่แข่ง เพราะในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว ความได้เปรียบทางธุรกิจไม่ได้วัดกันที่ความล้ำสมัยของผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว หากยังรวมถึงความสามารถในการเข้าถึงตลาดใหม่ เงินทุนใหม่ และเครือข่ายธุรกิจระดับโลก โดยเฉพาะกลุ่ม Deep Tech, AI และ Climate Tech ที่การเติบโตในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงกับระบบนิเวศนวัตกรรมระดับนานาชาติ เพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างโอกาสเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง

NIA หนุนสตาร์ตอัปไทยคิดแบบ “Global First” ชี้ “Go Global” คือกุญแจไขประตูบานใหม่

          แม้สตาร์ตอัปไทยจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น แต่การขยายขนาด (Scale-up) สตาร์ตอัปในประเทศยังคงมีความท้าทาย โดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA ระบุถึงปัจจัยหลัก 2 ประการที่ทำให้สตาร์ตอัปไทยขยายสเกลได้ยากคือ 1. ขนาดตลาดภายในประเทศมีอยู่จำกัด สตาร์ตอัปที่ทำรายได้ในไทยจนถึงจุดสูงสุด มักจะชนเพดาน ทำให้ไม่สามารถเติบโตแบบก้าวกระโดดได้อีกหากมุ่งเน้นเพียงตลาดในประเทศ และ 2. ด้านเงินทุนที่นักลงทุนทั้งรายย่อย (Angle Investors) และ CVC ในประเทศมักลงทุนกับสตาร์ตอัประยะเติบโตเพราะเห็นผลตอบแทนไว และมีความเสี่ยงต่ำ ทำให้การขยายสเกลของสตาร์ตอัประยะเริ่มต้นไปสู่สตาร์ตอัป Series A ทำได้ยาก ดังนั้น การผลักดันสตาร์ตอัปไทยให้ “Go Global” หรือขยายสู่ตลาดต่างประเทศ จึงเป็นการเพิ่มโอกาสการสร้างมูลค่าเพิ่ม การเข้าถึงเครือข่ายนักลงทุนและพันธมิตรระดับสากล และการต่อยอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงจากต่างประเทศ

          จุดเริ่มแนวคิด “Global First” หรือการออกแบบธุรกิจเพื่อแข่งขันในระดับสากลตั้งแต่วันแรก ทั้งด้านโมเดลธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ และโครงสร้างองค์กร เพื่อรองรับการขยายสู่ต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการเข้าสู่ตลาดโลกยังมีความท้าทายทั้งด้านกฎหมาย มาตรฐานอุตสาหกรรม และพฤติกรรมผู้บริโภค ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ทำให้เครือข่ายพันธมิตรและกลไกสนับสนุนเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสการเติบโต NIA จึงเร่งขับเคลื่อนการทำงานในมิติ “Global” ที่มุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศ ผ่านโครงการ Soft Landing Program เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการทั้งด้านองค์ความรู้ การเชื่อมต่อธุรกิจ และการเข้าถึงนักลงทุน โดยในปี 2026 ตั้งเป้าขยายโอกาสสตาร์ตอัปไทยสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ญี่ปุ่น และฮ่องกง ผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อป และ Demo Day เพื่อเสริมศักยภาพก่อนเข้าสู่ตลาดจริง

ญี่ปุ่น “น่านน้ำสำคัญ” และ Strategic Gateway ของสตาร์ตอัปเอเชีย

          แม้ญี่ปุ่นจะเป็นหนึ่งในตลาดที่มีมาตรฐานสูงและเข้าถึงได้ไม่ง่าย แต่กำลังกลายเป็น “Strategic Gateway”
ที่สำคัญของสตาร์ตอัปเอเชีย โดยเฉพาะในกลุ่ม Deep Tech, AI, Automation และ Climate Tech เนื่องจากญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสังคมสูงวัย การขาดแคลนแรงงาน และความจำเป็นในการเพิ่มประสิทธิภาพภาคอุตสาหกรรม ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ภาคธุรกิจญี่ปุ่นเปิดรับความร่วมมือกับสตาร์ตอัปมากขึ้น ทั้งรูปแบบของการเปิดรับแนวคิด เทคโนโลยี หรือข้อมูลมาร่วมพัฒนา ต่อยอด สร้างโมเดลธุรกิจใหม่สู่ตลาด การลงทุนผ่านกองทุนที่จัดตั้งขึ้นโดยบริษัทขนาดใหญ่ Corporate Venture Capital (CVC) และการนำเทคโนโลยีมาทดลองใช้จริง

          นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเป็นตลาดที่ได้รับการยอมรับด้านมาตรฐาน คุณภาพ และความน่าเชื่อถือในระดับโลก ทำให้สตาร์ตอัปที่สามารถสร้างพันธมิตรหรือขยายธุรกิจในญี่ปุ่นได้ ย่อมได้รับเครดิตความน่าเชื่อถือและสามารถต่อยอดสู่ตลาดอื่นในเอเชียได้ง่ายขึ้น NIA จึงเดินหน้าพาสตาร์ตอัปไทยสู่กรุงโตเกียวในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมงานแสดงนวัตกรรม แต่เป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจ สร้างเครือข่ายพันธมิตร และพิสูจน์ศักยภาพเทคโนโลยีไทยบนเวทีระดับสากล ผ่านงาน “SusHi Tech Tokyo 2026” เวทีนวัตกรรมระดับนานาชาติที่เปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยเชื่อมโยงกับนักลงทุน ภาคธุรกิจ และพันธมิตรจากทั่วโลก ภายใต้โครงการ Global Startup Hub 2026 ที่มุ่งผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลกในกลุ่มเทคโนโลยีอนาคต เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานสีเขียว การผลิตขั้นสูง และเศรษฐกิจดิจิทัล

12 ดีพเทคสตาร์ตอัปไทย ยึดพื้นที่กลางโตเกียว โชว์ศักยภาพสู่สายตาโลก

บูธนวัตกรรม Graffity เทคโนโลยี AI ด้านภาพ

          NIA นำ 12 ดีพเทคสตาร์ตอัปไทยเข้าร่วมงาน “SusHi Tech Tokyo 2026” ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เวทีนวัตกรรมระดับโลกที่รวมเทคโนโลยีแห่งอนาคต เมืองอัจฉริยะ และแนวคิดด้านความยั่งยืนจากทั่วโลก ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปไทยที่ครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม พลังงาน การคมนาคม อาหาร และเทคโนโลยีดิจิทัล ไปร่วมโชว์ไอเดีย ได้แก่ Cleantech and Beyond  สติกเกอร์วัดอุณหภูมิแบบดิจิทัล Evergen Technologies หนังเทียมจากเส้นใยใบสับปะรดผสานยางพาราไทย Graffity Technologies เทคโนโลยี AI ด้านภาพเพื่อสร้างแผนที่สามมิติ และระบบนำทางความแม่นยำสูงพิเศษภายในอาคาร Infilight (Jordsabuy) แพลตฟอร์ม Smart Parking Solution สำหรับจองและปล่อยเช่าที่จอดรถ Nextere นวัตกรรมสีเขียวอัจฉริยะในการบริหารจัดการพลังงานอย่างคุ้มค่า Plant Origin Food ผงทดแทนไข่จากรำข้าว Primo World แพลตฟอร์ม AI Royalty Program และ Digital Rewards สำหรับธุรกิจ Vekin แพลตฟอร์มบริหารจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์โดยเทคโนโลยี AI Via Group แอปพลิเคชันติดตามและนำทางระบบขนส่งสาธารณะแบบเรียลไทม์ VTK Inno Group (Haruna) ผงผักพรีไบโอติกที่ทำจากธรรมชาติ 100% YVR แพลตฟอร์มฝึกอบรมพนักงานผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริง และ ZPS (Zupports) แพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยผู้นำเข้า-ส่งออก เปรียบเทียบและจองการขนส่ง ติดตามสถานะเอกสาร และวิเคราะห์ข้อมูลนำเข้า-ส่งออก

Nextere นวัตกรรมสีเขียวอัจฉริยะในการบริหารจัดการพลังงาน

          งาน SusHi Tech Tokyo 2026 จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ถือเป็นหนึ่งในมหกรรมด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย ซึ่งรวบรวมสตาร์ตอัปกว่า 770 ราย นักลงทุน บริษัทเทคโนโลยี และหน่วยงานนวัตกรรมจากทั่วโลกเข้าร่วมงานมากกว่า 60,000 คน พร้อม Pavilion กว่า 20 ประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด สร้างความร่วมมือ และขับเคลื่อนอนาคตของเทคโนโลยี เมืองอัจฉริยะ และความยั่งยืน ดังนั้น การเข้าร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นโอกาสของสตาร์ตอัปไทยในการเปิดประตูสู่ตลาดเทคโนโลยีชั้นนำของเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น ผู้นำด้านนวัตกรรมและเมืองอัจฉริยะระดับโลกโดยตลอด 3 วันของการจัดงาน NIA ได้ผลักดันให้เกิดการเจรจาและจับคู่ธุรกิจกว่า 10 ครั้ง และ “Thailand Pavilion” ได้รับความสนใจจากนักลงทุนและผู้ประกอบการนานาชาติเข้าเยี่ยมชมกว่า 150 คน สะท้อนศักยภาพของสตาร์ตอัปไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์โลก และพร้อมก้าวสู่บทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองแห่งอนาคตในระดับสากล

มองความพร้อมผ่านสตาร์ตอัปตัวจริงที่พร้อมบุกเบิกสู่น่านน้ำใหม่

          นายถาวร กังวาลสิงหนาท จาก Graffity Technologies เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ด้านภาพ สำหรับการสร้างแผนที่สามมิติ และระบบนำทางความแม่นยำสูงพิเศษภายในอาคาร กล่าวว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการต่อยอดธุรกิจสู่ตลาดญี่ปุ่นและระดับสากล ผ่านการสร้างเครือข่ายกับพาร์ทเนอร์ นักลงทุน และหน่วยงานในอุตสาหกรรมซึ่งเป้าหมายของบริษัทคือการหาโอกาสทำ PoC Site เพื่อทดสอบเทคโนโลยีในสภาพแวดล้อมจริงและต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายธุรกิจและตั้งสำนักงานที่ญี่ปุ่นในอนาคต เพราะสตาร์ตอัปไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับโลก โดยเฉพาะเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถต่อยอดได้ในหลายประเทศ แต่การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศจำเป็นต้องปรับทั้งผลิตภัณฑ์ การสื่อสาร และโมเดลธุรกิจให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและความละเอียดในการทำงาน การมี NIA เป็นสะพานเชื่อมและมีกลไกสนับสนุนสตาร์ตอัปไทยสู่เวทีโลก ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเครือข่ายธุรกิจ นักลงทุน และพันธมิตรต่างประเทศ รวมถึงลดข้อจำกัดด้านต้นทุน และสร้างความน่าเชื่อถือให้ได้อย่างมาก

          ด้านนายอาตมัน ทองอยู่ จาก YVR แพลตฟอร์มฝึกอบรมพนักงานผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริง (VR Training) เล่าว่า ประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับ Productivity, Safety และ Digital Transformation อย่างมาก การเข้าร่วมงาน SusHi Tech Tokyo 2026 ช่วยให้นวัตกรรมไทยได้ทดสอบศักยภาพในตลาดต่างประเทศ โดยนวัตกรรม VR Training และ Knowledge Transfer ได้รับความสนใจจากภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และหน่วยงานด้านนวัตกรรม เนื่องจากสามารถตอบโจทย์สำคัญทั้งการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง การถ่ายทอดองค์ความรู้ภายในองค์กร และการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในภาคอุตสาหกรรม แม้การเข้าร่วมงานครั้งนี้อาจยังไม่ใช่การปิดดีลธุรกิจในทันที แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ การทดลองใช้งานเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรม และการต่อยอดสู่โอกาสการลงทุนในอนาคต สิ่งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า นวัตกรรมไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับสากล โดยเฉพาะดีพเทคที่สามารถแก้ Pain Point ของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งกำลังเผชิญความท้าทายร่วมกัน ทั้งสังคมสูงวัย การขาดแคลนแรงงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

นวัตกรรม YVR แพลตฟอร์มฝึกอบรมพนักงาน

          การก้าวสู่โตเกียวในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงเวทีแสดงศักยภาพของสตาร์ตอัปไทย แต่คือจุดเริ่มต้นของการเปิดน่านน้ำใหม่แห่งโอกาส ที่จะเชื่อมต่อนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก ดึงดูดนักลงทุนระดับสากล และสร้างการเติบโตระลอกใหม่ให้กับเศรษฐกิจนวัตกรรมไทยได้อย่างยั่งยืน