“CE-7 MATCH” ก้าวสำคัญสู่ภารกิจสำรวจดวงจันทร์ระดับโลก บทพิสูจน์ศักยภาพคนไทย ด้วยความเชื่อที่ว่า “โจทย์ที่ยากที่สุด คือโจทย์ที่สร้างคนที่เก่งที่สุด”

Cover Story Space Economy

             ประกาศความพร้อม …ครั้งแรกในไทย! กับการส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย CE-7 MATCH” 1 ใน 7 อุปกรณ์วิทยาศาสตร์นานาชาติ ที่ได้รับการคัดเลือกให้ส่งไปปฏิบัติภารกิจโคจรรอบดวงจันทร์ ร่วมกับยานฉางเอ๋อ 7  ซึ่งมีกำหนดปล่อยขึ้นสู่อวกาศในวันที่ 24 สิงหาคม 2569  

            …บทพิสูจน์ความสำเร็จนี้ ! ไม่ใช่แค่การพัฒนาอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่สามารถทำงานในอวกาศหรือโคจรรอบดวงจันทร์ได้  แต่นี่คือ “ ศักยภาพ ความร่วมมือ และขีดความสามารถของคนไทย” ที่มีความกล้าและมุ่งมั่นที่จะศึกษาเทคโนโลยีขั้นสูง อย่าง “เทคโนโลยีอวกาศ” ด้วยความเชื่อที่ว่า ”โจทย์ที่ยากที่สุด คือโจทย์ที่สร้างคนที่เก่งที่สุด” 

            ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน)  หรือ สดร. ( NARIT) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  กล่าวในงานแถลงข่าว “ครั้งแรกของไทยสู่ภารกิจสำรวจดวงจันทร์”  ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า  หลายปีที่ผ่านมามีทีมวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ไทยกลุ่มหนึ่งใช้เวลาอยู่ในห้องปฏิบัติการพวกเขาออกแบบ  ทดสอบแก้ไข เริ่มต้นใหม่ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด เพราะอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ชิ้นนี้ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำงานบนโลก  แต่สร้างขึ้นมาเพื่อโคจรทำงานรอบดวงจันทร์  และวันนี้ความพยายามตลอดหลายปีของพวกเขา กำลังจะเดินทางมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์

            โดย CE-7 MATCH (ฉางเอ๋อ 7 แมทช์)  เป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ สดร. และมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกันพัฒนาขึ้นภายใต้ความร่วมมือไทย–จีน ในโครงการสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ (International Lunar Research Station: ILRS)   และได้รับการคัดเลือกให้เป็น  1 ใน 7 อุปกรณ์วิทยาศาสตร์นานาชาติที่จะส่งไปปฏิบัติภารกิจในการโคจรรอบดวงจันทร์ ร่วมกับยานฉางเอ๋อ 7  ซึ่งมีกำหนดปล่อยขึ้นสู่อวกาศในวันที่ 24 สิงหาคม 2569  เวลาประมาณ 7.00 น.(ตามเวลาในประเทศไทย)

            ทั้งนี้ภารกิจฉางเอ๋อ 7 เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของโครงการสำรวจดวงจันทร์ระยะที่ 4 ของประเทศจีน
มีเป้าหมายสำรวจบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ ซึ่งได้รับความสนใจจากนานาชาติ เนื่องจากมีบริเวณที่ได้รับแสงอาทิตย์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน เหมาะสำหรับการผลิตพลังงาน ขณะเดียวกันยังมีหลุมอุกกาบาตที่อยู่ในเงามืดถาวร ซึ่งอาจเป็นแหล่งสะสมของน้ำแข็งและสารระเหยที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตและการสำรวจอวกาศระยะยาว   โดยภารกิจฉางเอ๋อ 7 ได้รับการออกแบบให้ดำเนินการสำรวจแบบครบวงจร ทั้งการโคจร (Orbiter) การลงจอด (Lander) การใช้รถสำรวจ (Rover) และหุ่นยนต์กระโดด (Hopper)  เพื่อสำรวจพื้นที่ถาวรที่ไม่เคยได้รับแสงอาทิตย์ (Permanent Shadow Region) เพื่อวางรากฐานสำหรับการสร้างสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ ในอนาคต

            ส่วนภารกิจของอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย CE-7 MATCH  คือ การตรวจวัดรังสีคอสมิก หรืออนุภาคพลังงานสูงในอวกาศ รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์    เพื่อทำความเข้าใจปริมาณรังสีต้นกำเนิด และกระบวนการเกิดรังสีที่อาจส่งผลกระทบต่อมนุษย์ในอนาคต โดยเฉพาะการวางรากฐาน
องค์ความรู้สำหรับการสำรวจอวกาศระยะยาวและการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์  

            CE-7 MATCH    ได้ถูกส่งมอบให้กับองค์กรบริหารอวกาศแห่งชาติจีนเมื่อ 29  สิงหาคม 2568   ปัจจุบันผ่านการทดสอบและเชื่อมต่อเข้ากับยานฉางเอ๋อ 7  เป็นที่เรียบร้อย  และกำลังรอวันออกเดินทาง

            “ สำหรับหลายๆ คน CE-7 MATCH    อาจจะเป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์เพียงชิ้นหนึ่ง แต่สำหรับพวกเรานี่คือผลลัพธ์ของความมุ่งมั่น  ความอดทน และความร่วมมือของคนไทยจำนวนมาก นี่คือครั้งแรกที่ผลงานการออกแบบวิจัยและพัฒนาโดยคนไทยได้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสำรวจดวงจันทร์ระดับโลก  และเป็นหลักฐานว่านักวิทยาศาสตร์ และนักวิศวกรไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุดขององค์กรอวกาศชั้นนำระดับโลกได้ ความสำเร็จนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากคนเพียงคนเดียว แต่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักวิจัย และบุคลากรไทยในหลากหลายสาขา” 

             ผู้อำนวยการ สดร.บอกว่า  การที่ สดร.ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านดาราศาสตร์  ได้ก้าวเข้าสู่การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ   เพราะต้องการศึกษา “ดวงจันทร์”    แต่เป้าหมายที่สำคัญกว่านั้น คือ การสร้างบุคลากรที่เก่งขึ้น ด้วย  “โจทย์ที่ยากที่สุด คือโจทย์ที่สร้างคนที่เก่งที่สุด” 

            “การสร้างอุปกรณ์ที่ต้องทำงานได้จริงในวงโคจรของดวงจันทร์  ต้องอาศัยความรู้จากหลากหลายศาสตร์  ตั้งแต่ฟิสิกส์ วิศวกรรม อิเล็กทรอนิกส์ ขั้นสูง วัสดุศาสตร์ขั้นสูงและซอฟต์แวร์ขั้นสูง ไปจนถึงการผลิตชิ้นงานความแม่นยำระดับสูง ทุกครั้งที่เราผ่านข้อจำกัดข้อหนึ่ง เราไม่ได้เพียงแต่สร้างอุปกรณ์ให้ดีขึ้น แต่เรากำลังสร้างวิศวกรที่เก่งขึ้น สร้างนักวิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่งขึ้น และสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นของประเทศไทย สิ่งที่มีค่าที่สุดของภารกิจนี้จึงไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ของ CE-7 MATCH   แต่คือศักยภาพและขีดความสามารถของคนไทยที่จะเติบโตขึ้นจากการสร้างอุปกรณ์ CE-7 MATCH  และนอกจากการสร้างเทคโนโลยีแล้ว สดร.ยังเชื่อว่า ความรู้จะมีคุณค่ามากที่สุด เมื่อถูกส่งต่อ”

            “ ดร. พีรพงศ์ ต่อฑีฆะ”  วิศวกรวิจัยจาก สดร. หัวหน้าโครงการ  ฯ บอกว่า โครงการนี้อยู่ภายใต้ โครงการ  ILRS  ที่นำโดยประเทศจีนและรัสเซีย โดยมีเป้าหมายในการจัดตั้งสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมเมื่อกว่า 2 ปีที่ผ่านมา  โดยทีมวิจัยจาก สดร. และ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่นำโดยศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เดวิด จอห์น รูฟโฟโล  ผู้บุกเบิกงานวิจัยรังสีคอสมิกในประเทศไทย

            โครงการดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ไทยขยับเข้าสู่กลุ่มประเทศเกิดใหม่ด้านอวกาศ  โดย CE-7 MATCH  ได้เริ่มต้นจากการพัฒนาโจทย์วิจัย ที่เติมเต็มและสอดคล้องกับเป้าหมายของภารกิจฉางเอ๋อ 7 ทำให้ผ่านการคัดเลือกจากผู้เสนอโครงการทั่วโลกกว่า 20 ราย   และใช้เวลา 2 ปีครึ่งในการพัฒนาจากขั้นการนำเสนอแนวคิด  จนกลายเป็นเครื่อง CE-7 MATCH ที่มีขนาด 20×10 เซนติเมตร  น้ำหนักประมาณ 4.85 กิโลกรัม  ผ่านการทดสอบมาตรฐานเทคโนโลยีอวกาศที่เข้มข้นทั้งการทนต่อแรงสั่นสะเทือนขณะปล่อยจรวด และการทำงานในสภาวะสุดขั้วในอวกาศ

            “ในวันที่  24 สิงหาคม 2569 ยานฉางเอ๋อ 7   จะถูกปล่อยสู่อวกาศด้วยจรวด   จรวด Long March 5  จากฐานปล่อยจรวดเหวินชาง มณฑลไห่หนาน ประเทศจีน หลังจากนั้นยานจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 วันในการเดินทางสู่วงโคจรของดวงจันทร์ และปล่อยส่วนลงจอดในจุดที่กำหนด   ซึ่งในส่วนของอุปกรณ์ CE-7 MATCH   คาดว่าจะเข้าสู่โหมดการทำงานที่สมบูรณ์ได้ภายใน 1-2 เดือน  ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ จะถูกส่งผ่านดาวเทียมสื่อสาร  กลับมายังศูนย์ควบคุมที่กรุงปักกิ่ง   และส่งต่อมายังนักวิจัยในประเทศไทย เพื่อแชร์ข้อมูลให้เครือข่ายนักวิจัยด้านอวกาศทั่วโลกต่อไป”

            ความสำคัญของความร่วมมือในโครงการนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การสร้างองค์ความรู้ทางวิศวกรรมขั้นสูง และทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามขีดจำกัดด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเท่านั้น  แต่ยังเป็นกลไกหลักในการสร้างบุคลากรและนักวิจัยรุ่นใหม่   รวมถึงขยายเครือข่ายงานวิจัย  ทำให้นักวิทยาศาสตร์ไทยสามารถเข้าสู่ Ecosystem ของนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก   และสร้างความมั่นใจในการต่อยอดไปยังโครงการถัดไปได้อย่างยั่งยืน

            ทั้งนี้ผลจากการพัฒนา CE-7 MATCH  ในโครงการฉางเอ๋อ 7  ปัจจุบันประเทศไทยได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฉางเอ๋อ 8   ซึ่งมีแผนจะขึ้นสู่อวกาศประมาณ ปี  2572  โดยเป็นการพัฒนาอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ต่อเนื่องที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงขึ้นเพื่อการสำรวจที่ละเอียดมากขึ้น    โดยเปลี่ยนจากการพัฒนาเครื่อง CE-7 MATCH  ที่ติดกับตัวยานฉางเอ๋อ 7    ในส่วนของ Lander เพื่อลงจอด  ไปเป็นการพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้เซ็นเซอร์วัดการปลดปล่อยรังสีนิวตรอน จากพื้นผิวดวงจันทร์  ที่ติดกับยานสำรวจ หรือ Rover ของฉางเอ๋อ 8 ที่สามารถเคลื่อนที่บนพื้นผิวของดวงจันทร์ได้ การตรวจวัดรังสีนิวตรอนนี้จะช่วยในการแปลผลเพื่อยืนยันการมีอยู่ของน้ำบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้แม่นยำขึ้น

            ด้านศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงความสำเร็จของภารกิจ CE-7 MATCH ว่าเป็นผลจากการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องทั้งการพัฒนาบุคลากร การสร้างองค์ความรู้ และความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และพันธมิตรระดับนานาชาติ จนสามารถยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ จากการต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีของไทยเอง เพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ

            “ รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่ “ผู้สร้างเทคโนโลยี” โดยใช้องค์ความรู้ของคนไทยเป็นฐานสร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ การสนับสนุนการวิจัยขั้นแนวหน้า และการผลักดันอุตสาหกรรมอวกาศ ให้เป็นหนึ่งใน New Growth Engine ของประเทศ เพราะการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือการลงทุนเพื่ออนาคต และการสร้างเทคโนโลยีของตนเองคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาว”

            อย่างไรก็ดี ในโอกาสปล่อยยานฉางเอ้อ 7  ในวันที่ 24  สค.นี้  สดร.จะร่วมกับไทยพีบีเอสถ่ายทอดสดจากประเทศจีน และจับมือกับกระทรวงศึกษาธิการเพื่อเชิญชวนสถานศึกษาทั่วประเทศร่วมกันรับชม  คาดว่าจะมีนักเรียนกว่า 3 ล้านคนที่จะได้ร่วมเป็นสักขีพยานของเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์นี้  นอกจากนี้จะร่วมกับ SEA กรุ๊ปในการเผยแพร่ข้อมูล และองค์ความรู้เกี่ยวกับภารกิจ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเรื่องราวของอวกาศได้อย่างง่ายสนุกและใกล้ตัวมากขึ้น

            …เพราะ สดร.เชื่อว่าภารกิจอวกาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ได้เริ่มต้นเมื่อจรวดทะยานขึ้นจากฐานปล่อย  แต่เริ่มต้นขึ้นเมื่อเด็กคนหนึ่งมองภาพนั้นแล้วบอกกับตัวเองว่าสักวันหนึ่ง “ฉันก็จะทำได้”