สวทช. ชู  5 ศูนย์ NQI  ตัวช่วยผู้ประกอบการไทย ยกระดับนวัตกรรมไทยสู่มาตรฐานสากล

Cover Story

             “ ยกระดับนวัตกรรมไทยสู่มาตรฐานสากล”  นี่คือใจความสำคัญ เพราะในยุคการแข่งขันไร้พรมแดน ที่เต็มไปด้วยมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวด ผนวกกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ล้วนเป็นความท้าทายที่ผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยที่ต้องการเติบโตในระดับโลกต้องก้าวผ่านไปให้ได้

            และ “โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ” (National Quality Infrastructure) หรือเรียกสั้นว่า “NQI” ก็คือ ตัวช่วยทำให้สินค้านวัตกรรมไทย ผ่านการวิเคราะห์และทดสอบจนได้มาตรฐานสากลตามคู่ค้าทั่วโลกกำหนดไว้  โดยไม่ต้องส่งผลิตภัณฑ์ไปทดสอบในต่างประเทศ ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก

              วันนี้..จะพาไปรู้จักกับบริการ “NQI” จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ปัจจุบันเปิดให้บริการอย่างครอบคลุมเกือบทุกอุตสาหกรรม ใน 5 ศูนย์วิเคราะห์ทดสอบและบริการวิศวกรรม  ที่เรียกได้ว่าเป็นระดับแถวหน้าของประเทศไทย  

           

              ซึ่งประกอบไปด้วย ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) ฝ่ายบริการงานวิศวกรรม (NFED)   ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้านและเซรามิกอุตสาหกรรม (CTEC) และศูนย์ทดสอบทางพิษวิทยาและชีววิทยา (TBES)

              “ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล”  (รักษาการ) ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช.  ด้านบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  บอกว่า NQI สวทช. ถือเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนผู้ประกอบการและประชาชนให้ได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ โดยให้บริการวิเคราะห์ ทดสอบ เกือบ 30,000 ตัวอย่างต่อปี   ครอบ คลุมผู้ประกอบการหลากหลายอุตสาหกรรม    และปัจจุบันมีถึง 333 มาตรฐาน  ที่สามารถทดสอบได้  โดย สวทช.มีนโยบายให้บริการ NQI กับทุกภาคส่วน   เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ และบริการของประเทศ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่จะนำเข้ามาบริโภคในประเทศ   นอกจากนี้ สวทช. ยังมุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์อุบัติใหม่ (New Products) และมาตรฐานใหม่ๆ   อีกด้วย

             สำหรับศูนย์แรก คือ   PTEC ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์  ซึ่งเป็นผู้นำด้านการทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรฐานสากล  “ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์” ผู้อำนวยการศูนย์ PTEC กล่าวว่า  PTEC มุ่งเน้นการทดสอบผลิตภัณฑ์ด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ โดยครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน แบตเตอรี่ อุปกรณ์ยานยนต์ ไปจนถึงระบบเครื่องมือแพทย์ เพื่อช่วยรับรองมาตรฐานความปลอดภัยและการประหยัดพลังงานตามที่นานาชาติกำหนด โดยอุปสรรคใหญ่ที่สุดของผู้ส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทยคือ กฎระเบียบด้านความปลอดภัย EMC และการประหยัดพลังงานของประเทศคู่ค้าที่เปลี่ยนเร็วมาก หากส่งไปตรวจซ้ำที่ต่างประเทศจะมีต้นทุนสูงและเสียเวลาหลายเดือน PTEC จึงเป็นเหมือน “Passport” ของสินค้าไฟฟ้าไทย ด้วยห้องปฏิบัติการทดสอบที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล (ILAC/IECEE) ที่ช่วยรับรองมาตรฐานได้เทียบเท่าห้องปฏิบัติการในยุโรปและอเมริกา ซึ่งช่วยลดเวลาและต้นทุนการส่งออกให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ทันที

              “ตัวอย่างความสำเร็จ PTEC ร่วมมือกับค่ายผู้ผลิต EV charger  โซลาร์อินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ ยานยนต์มอเตอร์ไซต์ และเครื่องปรับอากาศ ฯ ในทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้า การทดสอบ EMC และประสิทธิภาพการใช้งานตามมาตรฐานสากล ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำใบรับรองไปยื่นผ่านด่านศุลกากรยุโรปได้สำเร็จ โดยไม่ต้องเดินทางไปตรวจต่างประเทศ”

              สำหรับบริการเพิ่มเติมในอนาคต PTEC จะมุ่งไปที่กลุ่มหุ่นยนต์ (Robotics) เช่น หุ่นยนต์ดูดฝุ่น หุ่นยนต์บริการในร้านอาหาร และหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ (Humanoid) สำหรับดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งมีการนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยมากขึ้น แต่ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานบังคับที่ชัดเจนเรื่องความปลอดภัยในการใช้งาน  อีกส่วนหนึ่งคือ การขยายงานทดสอบพลังงานสะอาด โดยเฉพาะ Solar Rooftop และอินเวอร์เตอร์ขนาดใหญ่   รวมถึงการทดสอบความปลอดภัยของแผ่นโซลาร์เซลล์ เพื่อป้องกันเหตุไฟไหม้

             ศูนย์ต่อมา  คือ NCTC ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ ซึ่งมีการวิเคราะห์เชิงลึกด้วยเครื่องมือขั้นสูง สร้างข้อมูลวิทยาศาสตร์เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์   “ดร.ณฏฐพล วุฒิพันธุ์”  ผู้อำนวยการ NCTC กล่าวว่า NCTC ให้บริการวิเคราะห์ทดสอบครอบคลุมทั้งด้านกายภาพ เคมี ชีววิทยา และจุลชีววิทยา ภายใต้มาตรฐาน ISO/IEC 17025 รวมถึงการวิเคราะห์เฉพาะทางสำหรับผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการและนักวิจัยเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และนำไปใช้ต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม

            “บทบาทของ NCTC ไม่ได้เป็นเพียงการให้บริการวิเคราะห์ทดสอบเพื่อยืนยันผลตามมาตรฐาน แต่คือการสร้างข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ลดความเสี่ยงในกระบวนการพัฒนา และเพิ่มความพร้อมในการยกระดับผลิตภัณฑ์สู่ตลาดสากล”

             ปัจจุบัน NCTC ให้บริการแก่ผู้ประกอบการและนักวิจัยกว่า 700 รายต่อปี รองรับงานวิเคราะห์ทดสอบมากกว่า 30,000 รายการต่อปี ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลากหลายกลุ่ม อาทิ อาหาร สมุนไพร กัญชา กัญชง ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาด   

             อนาคตทางศูนย์ได้วางแผนขยายการทดสอบทางด้านพืชสมุนไพรและอาหาร  เพราะต้องการช่วยเหลือเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนในการวิจัยและพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม  โดยขณะนี้จะเน้นเรื่องอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ซึ่งมีตัวอย่างโครงการสำคัญ คือ การทดสอบสาร คาเทชิน (Catechin) ในใบชา เพื่อช่วยเกษตรกรภาคเหนือยกระดับสินค้าและส่งออกไปต่างประเทศ

              ขณะที่ NFED ฝ่ายบริการงานวิศวกรรม ที่ให้บริการเปลี่ยนงานวิจัยและไอเดียให้เป็นต้นแบบที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริง  “นายวรวิทย์ จันทร์สีหราช” รักษาการผู้อำนวยการ NFED กล่าวว่า หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของนักวิจัย ผู้ประกอบการ SMEs และ Startup คือการขาดทรัพยากรด้านวิศวกรรม เครื่องมือ และบุคลากรที่จำเป็นต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ส่งผลให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมจำนวนมากไม่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงหรือเชิงพาณิชย์ได้

            NFED จึงทำหน้าที่เป็นศูนย์ออกแบบและพัฒนาต้นแบบเชิงวิศวกรรมของ สวทช. ที่ช่วยเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี ภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม ให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์และระบบต้นแบบที่ใช้งานได้จริง โดยให้บริการตั้งแต่การออกแบบเชิงวิศวกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างต้นแบบด้วยเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ การพัฒนาเครื่องมือ เครื่องจักร ระบบทดสอบ และระบบอัจฉริยะ (IoT) เพื่อช่วยลดต้นทุน ลดระยะเวลา และลดความเสี่ยงก่อนการลงทุนผลิตจริง

            “ก่อนที่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจะเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ ทดสอบ และรับรองมาตรฐาน จำเป็นต้องมีต้นแบบที่ผ่านการออกแบบและพัฒนาทางวิศวกรรมอย่างเหมาะสมเสียก่อน ซึ่ง NFED ทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัยให้กลายเป็นต้นแบบที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริง ปัจจุบัน NFED สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนากว่า 50 โครงการต่อปี, ให้บริการผู้ประกอบการ SMEs และ Startup 20-25 รายต่อปี  ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านออกแบบวิศวกรรมแก่นักเรียน นักศึกษาและบุคคลทั่วไปกว่า 250 คนต่อปี และเข้าร่วมโครงการวิจัยพัฒนาของ สวทช. ประมาณ 2-3 โครงการต่อปี”

             นายวรวิทย์ กล่าวว่า  ตัวอย่างการดำเนินงานที่สะท้อนบทบาทของ NFED คือการออกแบบพัฒนา Battery Safety Box หรือกล่องนิรภัยสำหรับจัดเก็บและขนส่งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ผ่านการใช้งานแล้ว เพื่อรองรับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในการจัดการแบตเตอรี่ สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และส่งเสริมแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของประเทศ

              NFED ไม่ได้ช่วยเพียงสร้างต้นแบบ แต่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านวิศวกรรมที่ช่วยให้นักวิจัย ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม สามารถเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวคิดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมเข้าสู่กระบวนการทดสอบ รับรองมาตรฐาน และต่อยอดสู่การผลิตและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง”

             

            

              ด้าน CTEC  ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้านและเซรามิกอุตสาหกรรม ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้านและวัสดุก่อสร้าง  “นางสาวิตรี กองเกียรติวานิช”   ผู้อำนวยการศูนย์   CTEC กล่าวว่า ในยุคที่ตลาดโลกให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานและข้อกำหนดของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ CTEC ให้บริการวิเคราะห์ทดสอบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ เซรามิก กระเบื้อง สุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร และวัสดุสัมผัสอาหาร ครอบคลุมการทดสอบด้านกายภาพและเคมี รวมถึงการตรวจวิเคราะห์โลหะหนัก เช่น ตะกั่วและแคดเมียม ตลอดจนสารอันตรายตามมาตรฐานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

             ปัจจุบัน CTEC มุ่งพัฒนาขีดความสามารถด้านการทดสอบทางเคมีให้รองรับผลิตภัณฑ์และวัสดุที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งวัสดุสัมผัสอาหารประเภทเซรามิก โลหะ สเตนเลส กระดาษ และพลาสติก รวมถึงวัสดุย่อยสลายทางชีวภาพ (Biodegradable) ตลอดจนการตรวจวิเคราะห์โลหะหนักและสารอันตราย เช่น RoHS เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงการทดสอบที่จำเป็นภายในประเทศ ลดต้นทุนและระยะเวลาในการส่งตัวอย่างไปทดสอบในต่างประเทศ และนำผลการทดสอบไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานและข้อกำหนดของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

             “ตัวอย่างความสำเร็จที่ผ่านมา CTEC มีส่วนช่วยผู้ประกอบการไทยด้านภาชนะเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารในการลดต้นทุนและระยะเวลาในการส่งตัวอย่างไปทดสอบในต่างประเทศ สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ในประเทศ รวมถึงรองรับการทดสอบผลิตภัณฑ์นวัตกรรม อาทิ วัสดุทดแทนกระเบื้อง ขณะเดียวกัน ในฐานะหน่วยตรวจสอบผลิตภัณฑ์ตามมาตรา 5 CTEC ยังมีส่วนสนับสนุนการคัดกรองผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานก่อนเข้าสู่ตลาดไทย และมีส่วนร่วมในการจัดทำและพัฒนามาตรฐานระดับประเทศ เช่น มาตรฐานกระเบื้องเซรามิก”

             ปัจจุบัน CTEC มีความร่วมมือกับ นักวิจัยสวทช. เพื่อช่วยผู้ประกอบการด้านวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์   หรือ Medical Devices โดยเน้นด้าน Biocompatibility หรือ ความเข้ากันได้ทางชีวภาพตามมาตรฐาน ISO 10993  ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีแลปทดสอบนี้   ต้องส่งไปทดสอบในต่างประเทศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 500,000 บาท

           

              และสุดท้ายศูนย์น้องใหม่ของสวทช.  TBES ศูนย์ทดสอบทางพิษวิทยาและชีววิทยา  ใบเบิกทางกฎหมายที่ช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ภายใต้มาตรฐานสากล OECD GLP   “ดร.ภญ. รวิวรรณ  มณีรัตนโชติ”  ผู้อำนวยการศูนย์ TBES  ให้ข้อมูลว่า ผลิตภัณฑ์สุขภาพในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องมือแพทย์ ตลอดจนผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย ล้วนต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัยสำคัญคือ ความปลอดภัย (Safety) ประสิทธิภาพ (Efficacy) และคุณภาพ (Quality) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และเพิ่มความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

             TBES สวทช. เป็นหน่วยงานที่ให้บริการทดสอบความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล OECD GLP ซึ่งในประเทศไทยมีหน่วยงานที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานนี้เพียง 9 แห่ง การทดสอบกับ TBES จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ใบเบิกทางกฎหมาย” สำหรับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ได้กว่า 40 ประเทศทั่วโลก โดยไม่ต้องทดสอบซ้ำ ตามข้อตกลงระหว่างประเทศในระบบ Mutual Acceptance of Data (MAD) ของ OECD ทำให้ลดระยะเวลาและประหยัดค่าใช้จ่ายในการส่งทดสอบต่างประเทศ

             TBES มุ่งพัฒนาศักยภาพการทดสอบในระบบที่ไม่ใช้สัตว์ทดลอง (Non-animal Testing) ไม่ว่าจะเป็น ระบบเซลล์และเนื้อเยื่อสามมิติ ระบบทางจุลชีววิทยา และระบบทางเคมี โดยอ้างอิงวิธีมาตรฐานสากลตาม OECD test guidelines สำหรับสารเคมี และ ISO-10993 series สำหรับเครื่องมือแพทย์ การทดสอบที่เปิดให้บริการ เช่น ความเป็นพิษต่อเซลล์ การระคายเคืองต่อผิวหนัง/ดวงตา การกระตุ้นการแพ้ทางผิวหนัง เป็นต้น

             นอกจากการทดสอบด้านความปลอดภัยแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการสื่อสารถึงคุณสมบัติหรือประสิทธิภาพในการใช้งาน ยังจำเป็นต้องมีข้อมูลยืนยันทางวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างเช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ยับยั้งเม็ดสีของผิวหนัง และประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเสริมความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ และเพิ่มโอกาสการแข่งขันในตลาดสากลอย่างยั่งยืน

             “ตัวอย่างความสำเร็จที่ผ่านมา คือการที่ TBES มีส่วนสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ ตามเกณฑ์ระดับสากลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การทำความเข้าใจลักษณะการใช้งานของผลิตภัณฑ์ การวิเคราะห์และวางแผนจากข้อมูลที่มีอยู่ การทดสอบความเข้ากันได้ทางชีวภาพ (Biocompatibility Testing) ตลอดจนการประเมินทางชีวภาพ (Biological Evaluation) ปัจจุบันผู้ประกอบการเครื่องมือแพทย์ไทยมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านบริการให้คำปรึกษาทางวิชาการและการทดสอบทางเทคนิค”

             ด้วยบทบาทของ TBES สวทช. ในการสนับสนุนการทดสอบตามมาตรฐานสากล หน่วยงานจึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับผู้ประกอบการไทย ให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพ พร้อมก้าวสู่เวทีการแข่งขันระดับนานาชาติได้อย่างมั่นใจ

             ปัจจุบัน สวทช. ได้นำความเชี่ยวชาญของทั้ง 5 ศูนย์มาบูรณาการ เพื่อแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการแบบครบวงจรในที่เดียว เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทย ลดต้นทุน ลดความเสี่ยง และยกระดับผู้ประกอบการไทยให้สามารถส่งออกสินค้าไปจำหน่ายได้ทั่วโลก.