ปีนี้!ไทยคว้าดัชนีนวัตกรรมโลก อันดับ 44 ขยับขึ้น 1 อันดับจากปี 68

News Update

NIA เผยผลการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก ปี 2569  ไทยได้อันดับ44 ขยับขึ้น 1อันดับจากปีที่แล้ว  ผลจากปัจจัยบวกด้านระบบธุรกิจและผลผลิตด้านความรู้และเทคโนโลยี   แนะไทยหากอยากเติบโตแบบก้าวกระโดดเหมือนจีนและสิงคโปร์ ควรเร่งปรับโครงสร้างทั้งด้านองค์กรและด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ที่เป็นจุดอ่อนของประเทศไทย

            วันนี้ (30 กันยายน 2569) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยผลการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก ปี 2569  ภายใต้แนวคิด “Powering Entrepreneurs at the Frontier of Science – การขับเคลื่อนผู้ประกอบการสู่พรมแดนวิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า”   โดยปีนี้ ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 44 ขยับขึ้น 1 อันดับจากปีที่แล้ว

            ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ  NIA กล่าวว่า การจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก ปี 2026 หรือ GII 2026  ที่จัดขึ้นโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ WIPO  ชี้ให้เห็นว่า  “นวัตกรรม” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการคิดค้นสิ่งใหม่ แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนความรู้ให้เป็นมูลค่า ในโลกที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์  “นวัตกรรม” จึงเป็นหนึ่งในกลไกที่กำหนดความสามารถของประเทศในการสร้างผลิตภาพ โอกาสทางเศรษฐกิจ และการเติบโตในระยะยาว ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ เซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ เทคโนโลยีอวกาศ วัสดุขั้นสูง และพลังงานสะอาด ที่กำลังขับเคลื่อนเปิดโอกาสให้เกิดอุตสาหกรรมและรูปแบบธุรกิจใหม่

            โดยการจัดอันดับในปีนี้ มีตัวชี้วัดทั้งสิ้น 79 ตัวชี้วัด แบ่งเป็นดัชนีย่อย 2 ด้าน คือ 1. ดัชนีย่อยปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรม (Innovation input sub-index) 5 ปัจจัย ได้แก่ ด้านสถาบัน ด้านทุนมนุษย์และการวิจัย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านระบบตลาด และด้านระบบธุรกิจ และ 2. ดัชนีย่อยผลผลิตทางนวัตกรรม (Innovation output sub-index) 2 ปัจจัย ได้แก่ ผลผลิตจากองค์ความรู้และเทคโนโลยี และผลผลิตจากความคิดสร้างสรรค์ โดยจะคำนวณจากค่าเฉลี่ยของดัชนีย่อยปัจจัยเข้าทางนวัตกรรมและดัชนีย่อยผลผลิตทางนวัตกรรม

             “สำหรับรายงานผลการจัดอันดับ GII 2026 สวิตเซอร์แลนด์ยังคงครองอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 16   อันดับ 2 คือ สวีเดน อันดับ3 สหรัฐอเมริกา อันดับ 4 เกาหลีใต้ อันดับ 5 สิงคโปร์ อันดับ6 อังกฤษ อันดับ7 เนเธอร์แลนด์ อันดับ8 ฟินแลนด์ อันดับ9 เดนมาร์ก และอันดับ10 จีน  ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 44 จาก 139 ประเทศเศรษฐกิจทั่วโลก ขยับขึ้นหนึ่งอันดับจากปีที่แล้ว และเป็นอันดับ 3 ในประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง ที่มีทั้งหมด 35 ประเทศ เป็นอันดับ 10 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก และโอเชียเนียเช่นเดิมจากทั้งหมด 17 ประเทศ และ เป็นอันดับ 4 เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน โดยสิงคโปร์อยู่อันดับ 5 มาเลเซีย อันดับ 34 เวียดนาม อันดับ 43 ไทย อันดับ 44 ฟิลิปปินส์ อันดับ 52 และอินโดนีเซีย อันดับ 55  โดยปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรม (Innovation input sub-index) อันดับ 46 คงเดิมเช่นเดียวกับปีก่อนหน้า และปัจจัยย่อยผลผลิตทางนวัตกรรม ขยับเพิ่มขึ้น 2 อันดับ เป็นอันดับ 41 สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถเปลี่ยนแปลงทรัพยากร ปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรม และการลงทุนด้านนวัตกรรมให้เกิดผลผลิตได้ในระดับหนึ่ง และยังคงมีศักยภาพในการสร้างผลลัพธ์จากฐานการลงทุนที่มีอยู่”

             จากภาพรวมรายงานผลการจัดอันดับ GII 2026 ของประเทศไทย พบว่าปัจจัยด้านระบบตลาด (Market Sophistication) คงที่อันดับ 27 และ ปัจจัยด้านระบบธุรกิจ (Business Sophistication) ขยับจากอันดับ 42 เป็นอันดับ 41 ยังคงเป็นจุดแข็งของประเทศไทย โดยมีผลผลิตด้านความรู้และเทคโนโลยี (Knowledge and Technology Outputs) เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของปีนี้ โดยขึ้นจากอันดับ 44 เป็นอันดับ 38 ทั้งนี้เกือบทุกปัจจัยย่อยมีการขยับสูงขึ้น อาทิ กลุ่มปัจจัยย่อยการสร้างความรู้ (Knowledge Creation) ขยับจากอันดับ 48 เป็นอันดับ 35 กลุ่มปัจจัยย่อยผลกระทบของความรู้ (Knowledge Impact) ดีขึ้นจากอันดับ 56 เป็นอันดับ 47 เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผลผลิตเชิงสร้างสรรค์ (Creative Outputs) มีอันดับปรับลดลงจากอันดับ 39 เป็นอันดับ 44 โดยมีปัจจัยด้านสถาบัน (Institutions) ลดลงจากอันดับ 76 เป็นอันดับ 80 เป็นปัจจัยที่ยังมีคะแนนอยู่ในระดับที่ไม่สูง

            ดร.กริชผกา   กล่าวว่า   จากตัวเลขการจัดอันดับในปีนี้ พบว่าจุดแข็งและจุดเปราะบางของประเทศไทยไม่ค่อยแตกต่างไปจากเดิม  โดยปัจจัยที่ฉุดรั้งยังคงเป็นด้านสถาบัน ที่ได้อันดับ 80   ทุนมนุษย์และการวิจัย  อันดับ 55 และโครงสร้างพื้นฐาน อันดับ 58   หากต้องการให้อันดับดัชนีนวัตกรรมโลกของประเทศไทยดีขึ้น  จะต้องเพิ่มงบประมาณในการทำวิจัยและพัฒนาให้สูงขึ้น และต้องเพิ่มการสร้างเทคโนโลยีเพื่อการส่งออกมากขึ้น  เพิ่มเรื่องสัดส่วนการใช้เทคโนโลยีในประเทศให้มากขึ้น รวมถึงการส่งเสริมเรื่องเทคโนโลยีเชิงลึก

             “สำหรับปัจจัยด้านสถาบัน  ประเทศที่มีจุดแข็งด้านนี้ ยกตัวอย่างเช่น สิงคโปร์ ที่มีแผนระดับประเทศที่ก้าวกระโดด และกล้าที่จะปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อลดความซ้ำซ้อน  ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเป็นการใช้งบประมาณที่สูงเกินไป ไม่ทำให้เกิดการบูรณาการการทำงาน นอกจากนี้ยังมีเรื่องของกฎระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ   ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยจะผลักดันมาตลอด แต่ประเทศอื่น ๆ ผลักดันได้รวดเร็วกว่า เราจึงกลายเป็น benchmark  หรือตัวเปรียบเทียบให้กับประเทศอื่น ๆ หากแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้ ดัชนีนวัตกรรมโลกจะดีขึ้นทันที รวมถึงการวัดดัชนีด้านอื่น ๆ อีกด้วย”

            ส่วนประเทศเวียดนามที่ได้อันดับ 43 แซงหน้าประเทศไทยมาถึง 2 ปี  ผอ. NIA บอกว่า “ ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของเวียดนามไม่ต่างจากไทย แต่มีการลงทุนที่ดีกว่า และมีสภาวะแวดล้อมทางการเมืองที่มี เสถียรภาพ สิ่งที่น่ากลัวก็คือ นโยบายที่ต่อเนื่อง และความเอาจริงเอาจัง และสิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากเลยก็คือการเกิดขึ้นของคอรัปชั่น  ไม่ทำให้ตัวเลขดัชนีชี้วัด ต่าง ๆ ดีขึ้นเลย   ดังนั้นการการเกิดของคอรัปชั่น หรือการปราบปรามเรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและอยู่ในตัวชี้วัดต่าง ๆ นอกจากนี้เวียดนามยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการ  Reorganization  ทั้งด้านการศึกษาและด้านองค์กร  ไทยจึงควรทำและทำให้เร็วด้วย เพราะรู้แล้วว่าด้วยวิธีการนี้ทั้งจีนและสิงคโปร์ ที่มีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่มาก่อนกว่า 10 ปี ล้วนประสบความสำเร็จ”

              อย่างไรก็ดี NIA ยังคงมุ่งมั่นเร่งขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของประเทศในระยะต่อไป ด้วยการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เป็นผู้สร้างนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในระดับสากล ผ่านกลไก 5 ด้านที่เชื่อมต่อกัน ได้แก่ การมุ่งเป้าสาขาเทคโนโลยีศักยภาพสูง ที่มีความต้องการในตลาดโลก การเชื่อมโอกาส ให้ผู้ประกอบการเข้าถึงพื้นที่ทดสอบ เครื่องมือ และการทดลองใช้งานจริง การเชื่อมต่อแหล่งทุน ทั้ง VC, CVC และนักลงทุนระดับโลก ความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อขยายพันธมิตรและตลาดต่างประเทศ และการรับรองโดยภาคธุรกิจ ที่ให้ผู้ประกอบการทำงานร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่เพื่อขยายผลโซลูชัน

            รวมถึงกลไกการสนับสนุนภายใต้บทบาทใหม่ NIA Venture ที่ปรับเพิ่มจาก “ผู้ให้ทุน” สู่ “ผู้ร่วมลงทุน” เพื่อแก้ปัญหาช่องว่างด้านเงินทุนโดยตรง ใน 3 รูปแบบ ได้แก่ Corporate Co-funding ร่วมสนับสนุนสตาร์ตอัป และเอสเอ็มอี ระยะ Seed ถึง Series A หรือมีรายได้ 0.5–20 ล้านบาท ร่วมกับนักลงทุนที่ผ่านการรับรองจาก NIA PE Trust ร่วมลงทุนผ่านกองทุนทรัสต์ในระยะ Series A ถึง Pre-IPO หรือมีรายได้ 20–100 ล้านบาท เพื่อเชื่อมสู่ตลาดทุน และ Holding Company ร่วมลงทุนเชิงกลยุทธ์ผ่านบริษัทโฮลดิ้งของสถาบันการศึกษาหรือภาคเอกชน หรือผ่านกองทุนของกองทุน (Fund of Funds) ครอบคลุมธุรกิจเป้าหมาย 5 สาขา ได้แก่ เกษตรและอาหาร สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี เศรษฐกิจหมุนเวียน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

            นอกจากนี้ ยังมี บัญชีนวัตกรรมไทย ซึ่งจะเป็นกลไกการตลาดที่สำคัญในการสร้างอุปสงค์ โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ผ่านการรับรองได้ ภาครัฐจึงทำหน้าที่เป็นลูกค้ารายแรกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมีรายได้ มีการใช้งานจริง และมีหลักฐานความน่าเชื่อถือสำหรับการขยายตลาด