ไทยเปิดเวที SAWG ภายใต้ APRSAF-32 เชื่อมเทคโนโลยีดาวเทียมสู่ประโยชน์ต่อสังคม ตั้งแต่ระบบนำทางถึงการจัดการเกษตรและสิ่งแวดล้อม

Space Economy

           27 ตุลาคม 2569, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) และพันธมิตรนานาชาติ ร่วมประชุม Satellite Applications for Societal Benefit Working Group หรือ SAWG ณ โรงแรม Royal Orchid Sheraton Riverside Hotel Bangkok กรุงเทพมหานคร ภายใต้การประชุม Asia-Pacific Regional Space Agency Forum ครั้งที่ 32 หรือ APRSAF-32 เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่เชื่อมความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดาวเทียมเข้ากับการใช้งานเพื่อประโยชน์ของสังคม ทั้งระบบระบุตำแหน่งและนำทาง การติดตามพื้นที่เกษตร และการจัดการสิ่งแวดล้อม

 

          การประชุมเปิดโดยประธานร่วม ดร.ศิริกุล หุตะเสวี หัวหน้าฝ่ายข้อมูลเชิงพื้นที่ยุทธศาสตร์ (Head of Strategic Spatial Information Division) จาก GISTDA และ Tomomi Nio, Senior Chief Officer of Earth Observation Mission จาก JAXA โดยช่วงเปิดการประชุมประกอบด้วยการกล่าวต้อนรับ การทบทวนการประชุม SAWG ครั้งที่ผ่านมา และการรับรองวาระ เพื่อเชื่อมการดำเนินงานของเครือข่ายเข้ากับประเด็นที่จะหารือในครั้งนี้

           หัวใจของ SAWG คือการสร้างความร่วมมือเพื่อนำเทคโนโลยีอวกาศไปตอบโจทย์ของผู้ใช้งานบนพื้นโลก ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล วิธีการ และประสบการณ์ระหว่างหน่วยงานอวกาศ นักวิจัย และผู้เกี่ยวข้อง การหารือในลักษณะนี้ช่วยเชื่อมความสามารถของระบบดาวเทียมเข้ากับความต้องการของหน่วยงานและสังคม ตั้งแต่การมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ไปจนถึงการพัฒนาวิธีใช้ข้อมูลและบุคลากรที่สามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ได้จริง

           ช่วงแรกของการประชุมเป็น GNSS Session โดยมี Nobuaki Kamei จาก JAXA เป็นประธาน ครอบคลุมเทคโนโลยี Global Navigation Satellite Systems หรือ GNSS ซึ่งให้บริการระบุตำแหน่ง นำทาง และเวลา หรือ Positioning, Navigation and Timing (PNT) ที่รองรับกิจกรรมหลากหลายบนพื้นโลก ประเด็นสำคัญตามกำหนดการคือ “Proposal for a New SAWG Initiative on PNT Resilience” โดย Yuichi Saida จาก JAXA ซึ่งเปิดประเด็นข้อเสนอความร่วมมือเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือความขัดข้องของบริการตำแหน่ง นำทาง และเวลา ตามด้วย “Impact of Ground-Based GNSS Interference on Spaceborne GNSS Receivers” โดย Moeko Hidaka จาก JAXA ว่าด้วยผลกระทบของสัญญาณรบกวนจากภาคพื้นดินต่อเครื่องรับ GNSS บนดาวเทียม ทำให้การหารือเรื่องความน่าเชื่อถือของระบบครอบคลุมทั้งผู้ใช้บนพื้นโลกและอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ในอวกาศ

           ความสำคัญของประเด็นนี้อยู่ที่ความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือของบริการที่พึ่งพาข้อมูลตำแหน่งและเวลา เมื่อสัญญาณ GNSS ถูกรบกวนหรือใช้งานไม่ได้ ระบบที่เกี่ยวข้องอาจได้รับผลกระทบ การพัฒนาความสามารถในการรับมือและรักษาการให้บริการจึงเป็นโจทย์ที่เชื่อมเทคโนโลยีดาวเทียมเข้ากับการดำเนินงานและความปลอดภัยของกิจกรรมบนพื้นโลก

           การสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้าน GNSS ยังปรากฏในหัวข้อ “Multi-GNSS Asia Annual Conference 2027 and Geo-Connect Asia in Singapore” โดย Dr. Akihiko Nishino จาก SSIL ประเทศญี่ปุ่น และ Jimmy Hua Seng Tan จาก Singapore Land Authority ซึ่งเข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์ พร้อมการนำเสนอ “TIGORS-II Project” โดย Shusaku Nakamura จาก Pacific Consultants ประเทศญี่ปุ่น สะท้อนบทบาทของ SAWG ในการแลกเปลี่ยนแผนงานและความก้าวหน้าของโครงการระหว่างหน่วยงานวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชนในภูมิภาค ซึ่ง GISTDA เองก็มีบทบาทอย่างมากในการผลักดันความร่วมมือระดับนานาชาติ

           GNSS Session ยังเปิดให้เห็นการใช้สัญญาณดาวเทียมเพื่อศึกษาสภาพแวดล้อม ผ่านหัวข้อ “GNSS-IR Reflector Height in Rice Paddies: Low-Cost vs Survey-Grade Receivers” โดย Keito Yoshida จาก JAXA ซึ่งเปรียบเทียบเครื่องรับต้นทุนต่ำกับเครื่องรับระดับงานสำรวจจากการทดลองภาคสนามในทะเลสาบและนาข้าวใกล้ Tokyo และหัวข้อ “GNSS-SAR Integration for Understanding Ground Conditions” โดย Dr. Daiki Kobayashi จาก NTT ว่าด้วยการผสาน GNSS กับ Synthetic Aperture Radar หรือ SAR เพื่อทำความเข้าใจสภาพพื้นดิน หัวข้อเหล่านี้สะท้อนแนวทางนำเทคโนโลยีหลายประเภทมาใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มความเข้าใจต่อพื้นที่และสภาพแวดล้อม

           สาระสำคัญของการพูดคุยในหัวข้อ GNSS นั้นมีแนวทางตรงกันไปที่การพัฒนา GNSS ให้ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และป้องกันการรบกวนได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งนับว่าเป็นเทรนด์ที่สำคัญของโลก รวมถึงการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากหน่วยงานอย่าง JICA

           จากนั้นเป็น SAFE หรือ Space Applications for Environment Session I โดยมี Dr. Bimal Kumar Bhattacharya จากองค์การวิจัยอวกาศอินเดีย (ISRO) และ Dr. Shinichi Sobue จาก JAXA เป็นประธานร่วม SAFE เป็นกรอบความร่วมมือที่ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอวกาศและข้อมูลภาคพื้นดินเพื่อศึกษาปัญหาสิ่งแวดล้อม พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูล เครื่องมือ และองค์ความรู้ระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาแนวทางประยุกต์ใช้ที่ตอบโจทย์ของภูมิภาค

           ประเด็นสำคัญของ SAFE Session I คือความเชื่อมโยงระหว่างการปลูกข้าว การจัดการน้ำ และการปล่อยมีเทน เริ่มจาก “Overview & Status of CH4Rice Project” โดย Dr. Lam Dao Nguyen จาก Vietnam National Space Center (VNSC) ซึ่งมีกำหนดนำเสนอภาพรวมและความก้าวหน้าของโครงการ CH4Rice ต่อด้วย “Integrating Remote Sensing and Portable Methane Sensors for Climate-Smart Rice Monitoring in Japan” โดย Prof. Wataru Takeuchi จากมหาวิทยาลัย Tokyo ที่เชื่อมการสำรวจระยะไกลกับเครื่องตรวจวัดมีเทนแบบพกพา เพื่อการติดตามนาข้าวโดยคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

           อีกหัวข้อที่เชื่อมข้อมูลดาวเทียมเข้ากับความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม คือ “ISRO’s Updates on CH4Rice & NISAR S-band Data for SAFE Projects” โดย Dr. Bimal Kumar Bhattacharya จาก ISRO ครอบคลุมความก้าวหน้าด้าน CH4Rice และข้อมูล NISAR ย่าน S-band สำหรับโครงการ SAFE เมื่อพิจารณาร่วมกัน ทั้งสามหัวข้อสะท้อนองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนางานประยุกต์ ตั้งแต่การประสานโครงการระดับภูมิภาค การตรวจวัดในพื้นที่จริง ไปจนถึงการนำข้อมูลจากระบบดาวเทียมมาใช้ร่วมกัน

           CH4Rice มุ่งพัฒนาวิธีติดตามสภาพน้ำในนาข้าวและประเมินการปล่อยมีเทนโดยใช้ข้อมูลดาวเทียมร่วมกับข้อมูลการตรวจวัดในพื้นที่ ความสำคัญของแนวทางนี้คือการเชื่อมการสังเกตพื้นที่ในวงกว้างเข้ากับข้อมูลภาคสนาม เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการน้ำกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการพัฒนาวิธีติดตามและประเมินผลที่มีหลักฐานรองรับ

           สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีภาคเกษตรและการปลูกข้าวเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจและวิถีชีวิต ประเด็นเหล่านี้เปิดโอกาสให้หน่วยงานและนักวิจัยไทยได้แลกเปลี่ยนแนวทางใช้ข้อมูลดาวเทียมกับพันธมิตรในภูมิภาค ทั้งการติดตามพื้นที่เกษตร การศึกษาสภาพน้ำ และการพัฒนาวิธีประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน การหารือด้าน GNSS ยังเชื่อมกับการพัฒนางานสำรวจและบริการที่ต้องอาศัยข้อมูลตำแหน่งและเวลาที่น่าเชื่อถือ

           กรรณิการ์ คุ้มวงษ์ ผู้จัดการทั่วไป บริหารกลยุทธ์และภูมิศาสตร์สารสนเทศ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ โปรดิ๊วส จำกัด ซึ่งได้มีการใช้ประโยชน์จากข้อมูลดาวเทียมในการติดตามพื้นที่เกษตร หนึ่งในผู้เข้าร่วมฟังหัวข้อ SWAG  เปิดเผยว่า การเข้าร่วมเวทีครั้งนี้ทำให้เห็นว่าข้อมูลดาวเทียมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กว้างกว่าที่เคยทราบ ทั้งการเลือกใช้ข้อมูลในช่วงคลื่นหรือ Band ต่าง ๆ และการใช้ข้อมูลจากดาวเทียม Optical ร่วมกับ Synthetic Aperture Radar หรือ SAR จากผู้ให้บริการหลายราย โดยเฉพาะการศึกษาการปล่อยก๊าซมีเทนในนาข้าว ซึ่งเป็นอีกแนวทางที่เชื่อมข้อมูลดาวเทียมเข้ากับโจทย์ด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อม

           กรรณิการ์ยังให้ความสนใจกับข้อมูลจากดาวเทียมตระกูล ALOS ของ JAXA และโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อนำมาต่อยอดการทำงาน พร้อมระบุว่า เวทีนี้มีประโยชน์อย่างมาก เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้เทคโนโลยีและแนวทางประยุกต์ใช้ใหม่ ๆ แล้ว ยังเป็นโอกาสในการพูดคุยกับผู้ใช้ข้อมูลดาวเทียมรายอื่น เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมองหาแนวทางที่เหมาะสมกับการใช้งานของภาคเอกชน

           นอกเหนือจาก SAWG การประชุม APRSAF-32 ยังมี Working Groups สำคัญด้าน Space Frontier, Space Education for All, Space Policy and Law, Space Sustainability และ Space Talent Co-creation ที่มี JICA สนับสนุน ครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจและใช้ประโยชน์อวกาศ การศึกษา กฎหมาย ความยั่งยืน ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากร การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการหารือเหล่านี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงาน และโจทย์ของไทยเข้ากับเครือข่ายอวกาศระดับนานาชาติ พร้อมต่อยอดความร่วมมือให้เทคโนโลยีอวกาศสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

           ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการประชุม APRSAF-32 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–30 ตุลาคม 2569 ได้ที่ เว็บไซต์ APRSAF-32 https://www.aprsaf.org/annual_meetings/aprsaf32