การ์ทเนอร์เตือนภายในปี 2573 งบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI กว่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์เสี่ยงเผชิญภาวะ “ขาดทุน-ด้อยค่า”

i & Tech

           กรุงเทพฯ, ประเทศไทย, 27 ตุลาคม 2569 – การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยีชั้นนำ เผยว่าหากผู้ให้บริการ AI ต่าง ๆ ยังคงเดินหน้าอัดฉีดงบลงทุน (CAPEX) ในระดับที่เป็นอยู่ทุกวันนี้คาดว่าภายในสิ้นปี 2573 งบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีมูลค่ารวมสูงกว่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะ “สินทรัพย์ด้อยค่า”

           วิล ซอมเมอร์ (Will Sommer) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์กล่าวว่า “คาดว่า ผู้ให้บริการ AI จะทุ่มงบเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไปกับโครงสร้างพื้นฐาน AI ไปในปีนี้และคาดว่าจะอัดฉีดเงินทุนเพิ่มอีกถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปี 2570-2573 อย่างไรก็ตามจากผลการวิจัยของเรากลับพบว่า รายได้จาก AI ทั้งในฝั่งองค์กร (Enterprise) และผู้บริโภคทั่วไป (Consumer) ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนด้าน AI ทั้งหมดที่วางแผนไว้ในช่วงเวลาดังกล่าว”

            “จนถึงปี 2573 บรรดาเจ้าของ AI Data Center จำเป็นต้องสร้างรายได้สะสมให้ได้ถึง 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ถึงจะครอบคลุมงบลงทุนที่เคยประกาศไว้ ทั้งต้นทุนทางการเงิน และผลตอบแทนจากการลงทุน (ROIC) ที่ 12% ซึ่งเราใช้เป็นเกณฑ์ความคุ้มทุนขั้นต่ำ แต่รายได้รวมจาก AI ทั้งหมดที่กลับมาสู่ AI Data Center ช่วงเวลานี้ คาดว่าจะไปได้สูงสุดไม่เกิน 3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ให้บริการ AI Native ส่วนใหญ่ต่างดำเนินธุรกิจแบบสินทรัพย์น้อย (Asset-Light Business Model) ทำให้เราคาดว่ารายได้จาก AI ไม่ถึงครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำที่จะตกไปอยู่ในมือของผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานจริง ๆ”

           การไม่สามารถสร้าง ROIC (Return on Invested Capital) หรืออัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินลงทุนเพื่อการดำเนินงาน ที่ยั่งยืนบนสินทรัพย์ที่เสื่อมราคาอย่างรวดเร็ว ก็แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ (Write-Downs) อย่างเลี่ยงไม่ได้ จากการคาดการณ์ของการ์ทเนอร์ หากทิศทางการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจทำให้มูลค่าสินทรัพย์สูงกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะต้องถูกปรับลดมูลค่าไปจนถึงปี 2575 ซึ่งการ์ทเนอร์มองว่าผลตอบแทน ROIC ที่ 12% จะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงช่วงสิ้นปี 2575 เป็นอย่างเร็วที่สุด

           การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2573 แรงกดดันด้านต้นทุนและโมเดลธุรกิจที่ขาดจุดขายจะบีบให้ผู้ให้บริการ Neocloud มากกว่า 80% ต้องยุติการดำเนินธุรกิจแบบฉายเดี่ยว

อีก 4 ปีตลาด Neocloud ส่อเค้าควบรวมกิจการสูง

            กลุ่มผู้ให้บริการ Neocloud หรือผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์เฉพาะทางที่มุ่งเน้นงานด้าน AI จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุดจากความไม่สมดุลของรายได้และงบลงทุน ส่วนผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ระดับไฮเปอร์สเกล (Hyperscalers) นั้นมีแหล่งรายได้มหาศาลและหลากหลายทาง ซึ่งเพียงพอที่จะอุ้มการลงทุน AI ต่อไปได้อีกหลายปี แต่ Neocloud ต้องเร่งทำกำไรจากระบบ AI-optimized IaaS และแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องให้ได้โดยเร็ว เพื่อต่อลมหายใจธุรกิจ

           การ์ทเนอร์ประเมินว่างบการใช้จ่ายสำหรับ AI-optimized IaaS จะเติบโตจาก 6.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2570 เพิ่มเป็น 1.74 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2573 “การเติบโตของมูลค่าการใช้จ่ายส่วนนี้จะยังสูงไม่มากพอที่จะคืนทุนให้กับผู้ให้บริการระบบประมวลผล AI ส่วนใหญ่จากการลงทุนด้าน AI ได้ ก่อนที่เซมิคอนดักเตอร์ AI รุ่นปัจจุบันจะถูกแทนที่ด้วยรุ่นใหม่ ๆ” ซอมเมอร์ กล่าวทิ้งท้าย

           การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2573 แรงกดดันด้านต้นทุน รวมถึงการขาดโมเดลธุรกิจที่โดดเด่น จะบีบผู้ให้บริการ Neocloud มากกว่า 80% ไม่สามารถยืนระยะทำธุรกิจได้อย่างอิสระอีกต่อไป โดยอาจต้องปิดตัว ถอนตัวออกจากตลาด หรือถูกควบรวมกิจการ

           สำหรับบริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com