iPhone 12 และครอบครัวโฉมใหม่ยกเซ็ต

ไลฟ์สไตล์ไอทีกับปรารถนาดี

                เมื่อคืนนี้ (13 ต.ค.63) ทิม คุ้ก ซีอีโอ  Apple และคณะผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง  8 นาที เพื่อเผยโฉม iPhone  12 ,iPhone 12 mini ,iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max  มาพร้อมเทคโนโลยี 5G 

                ซีอีโอของ Apple ย้ำว่า  เป็นการเปิดศักราชใหม่ของสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดในโลก  ผู้คนรัก iPhone  เพราะใช้งานง่าย ทุกอย่างออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันของทุกคน iPhone จึงขึ้นเป็นสมาร์ทโฟนเบอร์ 1 ของโลก

                iPhone 12 ได้รับการออกแบบใหม่ จอภาพ Super Retina® XDR  กว้างขอบจรดขอบ ให้จอภาพสว่างและสมจริงมากขึ้น เป็น Ceramic Shield  ผสมผลึกนาโนเซรามิกลงในแมทริกซ์ของกระจก โดยใช้ขั้นตอนการตกผลึกที่อุณหภูมิสูง ซึ่งช่วยเพิ่มความทนทานต่อการตกกระแทกได้ดีทนและแข็งแรงกว่าระจกทั่วไปถึง 4 เท่า

                 ชิพ A14 Bionic  เป็นชิพที่เร็วที่สุดในสมาร์ทโฟน ช่วยยกระดับคุณสมบัติต่างๆ ให้ตัวเครื่องเก่งกาจ โดยเฉพาะระบบกล้อง การประมวลผลภาพถ่ายด้วยคอมพิวเตอร์แบบใหม่ และวิดีโอคุณภาพสูงที่สุดในสมาร์ทโฟน  รองรับ MagSafe ซึ่งมาพร้อมการชาร์จแบบไร้สายกำลังสูง อุปกรณ์เสริมแบบใหม่หมดที่ยึดติดกับ iPhone ง่ายๆ

                iPhone 12 และ iPhone 12 mini  ตัวเครื่องเป็นอะลูมิเนียม มี 5 สี คือ น้ำเงิน เขียว ดำ ขาว และ (PRODUCT)RED

                iPhone 12 จอ 6.1 นิ้ว และ iPhone 12 mini  จอ 5.4 นิ้ว  จะเป็นตัวช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์พิเศษในการใช้งาน 5G  ซึ่งสหรัฐอเมริกา Apple ทำงานร่วมกับเวอร์ไรซอน โอเปอเรเตอร์รายใหญ่  พาร์ทเนอร์ทั้งสองฝ่าย ย้ำว่า จุดเด่นของ 5G บน iPhone  คือ ความเร็วในการดาวน์โหลดและอัพโหลด การสตรีมวิดีโอที่มีคุณภาพสูง  การเล่นเกมที่ลื่นไหลยิ่งขึ้น การโต้ตอบภายในแอพรวดเร็ว โทรเฟซไทม์  ความละเอียดสูง สามารถเชื่อมต่อได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย  ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับฮอตสปอต Wi-Fi สาธารณะบ่อยๆ อีกต่อไป

                คราวนี้ iPhone 12 และ iPhone 12 mini   ได้มาตรฐานกันน้ำ IP68 ลงน้ำได้นานกว่าเดิม ทนน้ำที่ระดับความลึกไม่เกิน 6 เมตร ห้ามพาไปแช่น้ำเกิน 30 นาที  ส่วนน้ำอัดลม และกาแฟ ถ้าหกใส่ก็รับมือได้  ไม่ทำให้เครียด

                หัวใจสำคัญที่ทุกคนอยากรู้คือ ระบบกล้องคู่

                ประกอบด้วย กล้องอัลตร้าไวด์และกล้องไวด์ใหม่ รูรับแสงขนาด ƒ/1.6 เร็วที่สุดใน iPhone  รับแสงได้มากขึ้น 27% จึงถ่ายภาพและวิดีโอในสภาวะแสงน้อยได้ดียิ่งขึ้นกว่า   โหมดกลางคืนและ Deep Fusion มาอยู่บนกล้องทุกตัวแล้ว   โหมดกลางคืนเก็บรายละเอียดได้มากขึ้นพร้อมนอยซ์ที่ลดลงด้วย Deep Fusion ส่วน HDR อัจฉริยะ  จะใช้ ML ในการปรับไวท์บาลานซ์ คอนทราสต์ และความอิ่มสีของภาพถ่าย

                อันนี้ชอบ เพราะ iPhone 12 ให้ถ่ายวิดีโอ HDR ในแบบ Dolby Vision เป็น อุปกรณ์แรกและอุปกรณ์เดียวในโลกที่สามารถมอบประสบการณ์แบบ Dolby Vision  ถ่ายวิดีโอแล้ว ตัดต่อ และแชร์วิดีโอระดับโรงภาพยนตร์บน iPhone ได้ทันที  ไทม์แลปส์ในโหมดกลางคืนที่เปิดรับแสงได้นานขึ้น จึงสามารถถ่ายวิดีโอได้คมชัดยิ่งขึ้น สร้างเส้นแสงได้สวยขึ้น และถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยได้เนียนขึ้นด้วยเมื่อใช้ขาตั้ง

                iPhone 12 Pro ขนาด 6.1 นิ้ว และ iPhone 12 Pro Max ขนาด 6.7 นิ้ว   มีการประมวลผลภาพถ่ายด้วยคอมพิวเตอร์ Apple ProRAW แบบใหม่ เป็นครั้งแรกที่จะได้สัมผัสประสบการณ์วิดีโอแบบ Dolby Vision สูงสุด 60 fps ตั้งแต่ต้นจนจบ

                ระบบกล้องแบบโปร  ทั้งกล้องอัลตร้าไวด์กว้าง กล้องเทเลโฟโต้ที่มีทางยาวโฟกัสสูงยิ่งขึ้นบน iPhone 12 Pro Max และกล้องไวด์ใหม่ เก็บบันทึกภาพและถ่ายวิดีโอ คุณภาพระดับมืออาชีพ ทั้งในที่ที่สว่างจ้าและในสภาวะแสงน้อย มีสแกนเนอร์ LiDAR ใหม่ เสริมให้ AR  สมจริง

                iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max  ตัวเครื่องเป็น สแตนเลสสตีลมี  4 สี ได้แก่สีกราไฟต์ เงิน ทอง และแปซิฟิกบลู

                สรุป  iPhone  12 ,iPhone 12 mini ,iPhone12  Pro และ iPhone 12 Pro Max  เป็นครอบครัว 5 G   โดย iPhone 12 กับ iPhone 12 mini  ต่างกันเพียงขนาด รุ่นมินิ เป็นมือถือที่สามารถใช้งาน 5 G ที่มีขนาดเล็กและเบาที่สุดในโลก       

                ส่วน Phone 12  Pro และ iPhone 12 Pro Max จอ Super Retina  XDR ใหญ่ที่สุดเท่าที่ iPhone  เคยมีมา  กล้องโปรอเนกประสงค์

                กล่องจะบางลง เพราะไม่มีหูฟังและอุปกรณ์ชาร์จหรืออะแดปเตอร์  จะมีแค่สายชาร์จ Lightning to USB-C  แถมมาในกล่องเท่านั้น   เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในขั้นตอนการผลิต รวมถึงหลีกเลี่ยงการทำเหมืองแร่และการใช้วัสดุมีค่า จึงทำให้บรรจุภัณฑ์มีขนาดเล็กลงและเบาลง สามารถเพิ่มจำนวนกล่องที่จัดส่งต่อหนึ่งพาเลทได้มากขึ้นถึง 70% ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่อปีได้ถึง 2 ล้านตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการนำรถยนต์ออกจากท้องถนน 450,000 คันในแต่ละปี

                นอกจากนี้ Apple ได้เปิดตัว  MagSafe  อุปกรณ์เสริมสุดล้ำ ยกระดับประสบการณ์ในการชาร์จแบบไร้สาย  ยึดติดง่าย โดยมีชุดแม่เหล็กรอบขดลวดสำหรับการชาร์จแบบไร้สายที่ออกแบบให้ประกบได้พอดีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเชื่อมต่อเข้ากับ iPhone จ่ายไฟได้สูงสุดถึง 15 วัตต์. ใช้งานกับอุปกรณ์เดิมที่รองรับ Qi ได้

                 โดยโซลูชั่นสำหรับการชาร์จนั้นมีทั้งที่ชาร์จ MagSafe และที่ชาร์จ MagSafe แบบคู่สำหรับใช้กับ iPhone และ Apple Watch® รวมไปถึงเคสใหม่ทั้งแบบซิลิโคน แบบหนัง และแบบใส ซึ่งติดเข้ากับด้านหลังของ iPhone ได้อย่างง่าย พร้อมด้วยเคสหนังแบบกระเป๋าสตางค์ 

                กว่าจะเขียนจบ iPhone 11 คู่กาย ทำท่างอนหลายรอบ เพราะกลายเป็นของตกรุ่นไปแล้วโถๆๆๆ ยังใช้ต่อไปแหละน่า เพราะทนเหลือเกิน  #ปรารถนาดี