สวทช. ขยายผล “ท่อนพันธุ์สะอาด” สู่ไร่มันสำปะหลังในบ้านโป่ง สร้างต้นแบบพื้นที่-หยุดวิกฤตใบด่างด้วยพันธุ์ดี

Research Showcase

มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของอาเซียนในฐานะผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกษตรกรต้องเผชิญกับวิกฤตโรคใบด่างมันสำปะหลังที่ระบาดอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิต ทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนท่อนพันธุ์สะอาดอย่างหนัก เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงได้นำเทคโนโลยีการผลิตท่อนพันธุ์คุณภาพสูงมาใช้ ได้แก่ เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) ควบคู่ไปกับเทคนิคการขยายพันธุ์ด้วยท่อนพันธุ์ขนาดเล็ก (Mini-stem Cutting) ซึ่งช่วยให้สามารถเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ที่ปราศจากโรคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

            ล่าสุดได้มีการขยายผลองค์ความรู้นี้สู่ไร่มันสำปะหลังในอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เพื่อให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการหยุดยั้งวิกฤตโรคระบาดด้วยการใช้พันธุ์ดี โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบให้ชุมชนสามารถผลิตและกระจายท่อนพันธุ์สะอาดได้เองในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรคใบด่าง เป็นโมเดลต้นแบบให้พื้นที่อื่นนำไปปรับใช้ พร้อมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยอย่างเป็นรูปธรรม

 

            ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ นักวิจัยไบโอเทค สวทช. และหัวหน้าโครงการการส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังที่ยั่งยืนในแถบลุ่มน้ำโขง ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตต้นพันธุ์สะอาดและการตรวจคัดกรองโรคใบด่าง กล่าวว่า สถานการณ์วิกฤตของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2561 ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรขาดแคลนท่อนพันธุ์สะอาดไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนวัตถุดิบ โครงการวิจัยจะเป็นการนำเอานวัตกรรมการผลิตต้นพันธุ์ปลอดโรคและต้นพันธุ์สะอาด ที่พัฒนาขึ้นโดยทีมวิจัยไบโอเทคและพันธมิตร คือ เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) ควบคู่ไปกับเทคนิคการขยายพันธุ์ด้วยท่อนพันธุ์ขนาดเล็ก (Mini-stem Cutting) โดยมีการใช้เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่าง (ELISA และ Immunochromatographic Strip Test) ประกอบในกระบวนการผลิตและการติดตามโรคในแปลงเพื่อตัดวงจรการระบาดที่มักติดไปกับท่อนพันธุ์และมีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะ โดยโครงการนี้ได้รับงบประมาณจากกองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง (LMCS) ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานการผลิตมันสำปะหลังให้ยั่งยืนครอบคลุมทั้งภูมิภาค

บริเวณแปลงสาธิตการผลิตต้นพันธุ์สะอาด บ้านโป่ง ราชบุรี

 

            ในการนำเทคโนโลยีไปปฏิบัติจริง โครงการได้ร่วมมือกับ บริษัท อุตสาหกรรมแป้งมันบ้านโป่ง จำกัด โดยเข้าไปสนับสนุนตั้งแต่การให้คำแนะนำจัดตั้งห้องปฏิบัติการ การจัดซื้ออุปกรณ์ ไปจนถึงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้สามารถเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้อย่างครบวงจร นอกจากนี้ยังมีการจัดทำแปลงสาธิตการผลิตต้นพันธุ์สะอาด สายพันธุ์พิรุณ 4 เพื่อเปรียบเทียบผลผลิตและคุณภาพของต้นพันธุ์ระหว่างการปลูกจากต้นเนื้อเยื่อ การปลูกแบบ Mini-stem และการปลูกโดยใช้ท่อนพันธุ์ปกติที่เกษตรกรปลูกทั่วไป (Stem cutting) จากการติดตามผลโดย นายปรมี ปลื้มจิตร เจ้าหน้าที่ดูแลแปลงวิจัย พบว่า อัตราการรอดชีวิตในสภาพแปลงปลูกของต้นเนื้อเยื่อ และ Mini-stem cutting มากกว่า 95% ซึ่งไม่แตกต่างจากการปลูกโดยใช้ท่อนพันธุ์ปกติ นอกจากนี้ยังมีอัตราการเจริญเติบโตและการสะสมแป้งที่ดีไม่แตกต่างกันทั้ง 3 วิธี แต่วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมีแนวโน้มให้จำนวนกิ่งพันธุ์ที่มากกว่าวิธีอื่น อย่างไรก็ตาม การปลูกจากต้นเนื้อเยื่อต้องมีการดูแลเป็นพิเศษในช่วง 1-2 เดือนแรก เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้นเนื้อเยื่อกำลังปรับตัวกับสภาพแวดล้อมในแปลงปลูก

           

            ในเชิงเทคนิค ดร.ยินดี ชาญวิวัฒนา นักวิจัย และทีมวิจัยธนาคารเนื้อเยื่อพืช ไบโอเทค กล่าวว่า เทคโนโลยี Tissue Culture เป็นนวัตกรรมการขยายพันธุ์พืชในสภาพปลอดเชื้อ โดยการนำเนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายยอดของมันสำปะหลังมาเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์ในห้องปฏิบัติการที่ควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างเข้มงวด เทคโนโลยีนี้มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การตัดวงจรโรคระบาด เนื่องจากช่วยให้สามารถผลิตต้นแม่พันธุ์สะอาด ที่ปราศจากเชื้อไวรัสใบด่างได้แบบ 100% ทั้งยังสามารถทวีคูณจำนวนต้นพันธุ์ได้มหาศาลอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอฤดูกาล ซึ่งต้นพันธุ์ที่ได้จะมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนต้นแม่พันธุ์ทุกประการ และมีความสม่ำเสมอทุกต้น พร้อมสำหรับกระบวนการอนุบาลและขยายจำนวนสู่มือเกษตรกรในสเกลที่ใหญ่ขึ้นต่อไป

ทีมวิจัยธนาคารเนื้อเยื่อพืช ไบโอเทค

           

            และอีกหนึ่งเทคนิค ดร.วรากร รัตนอารีกุล นักวิจัยร่วมในโครงการ หัวหน้าศูนย์วิจัยการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตร มหาวิทยาลัย​เทคโนโลยี​พระ​จอมเกล้าธนบุรี ราชบุรี กล่าวว่า เทคโนโลยี Mini-stem Cutting เป็นกลไกสำคัญในการเร่งขยายปริมาณท่อนพันธุ์สะอาด โดยนำท่อนพันธุ์ที่ผ่านการตรวจรับรองว่าปลอดเชื้อมาตัดแบ่งขนาด 10-15 เซนติเมตร ซึ่งทำให้ได้จำนวนท่อนพันธุ์มากกว่าการตัดท่อนพันธุ์แบบปกติ 2-3 เท่า และอนุบาลในโรงเรือนประมาณ 14 วันก่อนลงปลูกจริง ซึ่งช่วยให้สามารถเพิ่มปริมาณท่อนพันธุ์สะอาดได้อย่างรวดเร็ว

  

            ด้าน นายกิตติ สุขสมิทธิ์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายซัพพลายเชน บริษัท อุตสาหกรรมแป้งมันบ้านโป่ง จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก ไบโอเทค สวทช. ช่วยให้บริษัทตั้งห้องปฏิบัติการผลิตต้นพันธุ์ปลอดโรคได้จริง แม้การเตรียมการในช่วงแรกจะมีความซับซ้อน แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือต้นพันธุ์ที่แข็งแรง ปลอดโรค ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้กับเกษตรกร เมื่อเกษตรกรมีกำไรและเกิดแรงจูงใจในการปลูกอย่างต่อเนื่อง โรงงานย่อมมีความมั่นคงในการมีวัตถุดิบป้อนเข้าสู่ระบบการผลิตอย่างสม่ำเสมอ

บริษัทรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก ไบโอเทค