อัปเดทการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีอวกาศจาก GISTDA “จากดาวเทียมบนฟ้าสู่การขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะเทศบาลเมืองชลบุรี”

Cover Story

             ในยุคที่เทคโนโลยีอวกาศไม่ได้อยู่ไกลตัวอีกต่อไป GISTDA  หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดจากการรับสัญญานดาวเทียมต่างประเทศมาทำแผนที่ทั่วไปในอดีต  กลายมาเป็นองค์กรที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีขั้นสูง  ดูแลดาวเทียมที่เป็นของประเทศไทย มีขีดความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมจากเทคโนโลยีอวกาศ และนำไปสู่การประยุกต์ใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศในหลากหลายด้าน

                 เพื่ออัปเดทความก้าวหน้าของการนำเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศในมิติต่างๆ ล่าสุด..  เมื่อวันที่ 29-30 เมษายนที่ผ่านมา   GISTDA   ได้นำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี ที่เป็นที่ตั้งของ  “อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ”  ที่ปัจจุบันมีทั้งสถานีควบคุมและรับสัญญาณดาวเทียม ศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ (AIT) รวมถึง Space Inspirium  แหล่งเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศแห่งแรกของประเทศไทยที่ปรับโฉมใหม่เมื่อเร็ว ๆนี้  เพื่อกระตุ้นการสร้างแรงบันดาลใจด้านอวกาศให้กับเยาวชน

               และที่สำคัญ ยังได้นำคณะสื่อมวลชน  เข้าชมพื้นที่ต้นแบบ “การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดาวเทียมเพื่อการประยุกต์ใช้สำหรับประชาชนผ่านแอปพลิเคชั่น  LIFE  DEE  และการนำเทคโนโลยี Digital Twin มาใช้กับเทศบาลเมืองชลบุรี ”   ซึ่งเป็น 1 ใน 4 พื้นที่นำร่องในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ด้วยการนำ  Digital Twin มาใช้บริหารจัดการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ  รวมถึงเยี่ยมชม  “ บริษัทมิตซูบิชิอิเลคทริค สยามคอมเพรสเซอร์ อุตสาหกรรม จำกัด ”   ตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมที่ใช้บริการด้านการทดสอบผลิตภัณฑ์ และ Packaging จากศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ ของ GISTDA เพื่อสร้างความมั่นใจ รองรับมาตรฐานระดับสากล และช่วยลดต้นทุนโดยไม่ต้องส่งไปทดสอบในต่างประเทศ   

             จากโจทย์ปัญหาของเทศบาลเมืองชลบุรี ที่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทาย จากการเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจและชุมชนเก่าที่มีความหนาแน่นสูง  พื้นที่ประมาณ 4.5 ตารางกิโลเมตร สภาพผังเมืองที่มีลักษณะเป็นตรอกซอกซอยแคบและบ้านเรือนปลูกติดกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการเข้าถึงของรถพยาบาลขนาดใหญ่ในกรณีฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังมีปัญหาน้ำท่วมขังจากน้ำทะเลหนุนสูงร่วมกับฝนตก  รวมถึงภาระในการดูแลประชากรแฝงที่มีจำนวนมหาศาลกว่าประชากรตามทะเบียนบ้าน ทำให้การจัดการด้านความปลอดภัยและสุขภาวะเป็นเรื่องที่ยากลำบาก

             จึงเกิดเป็นความร่วมมือกับ GISTDA ที่จะนำการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศมาเป็นเครื่องมือสื่อสารและให้บริการประชาชน ผ่าน แอปพลิเคชัน “Life Dee” รวมถึงร่วมวางรากฐานการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ด้วยระบบ  “ DIGITAL TWIN ”

ดร. ฌานิกา สุขวัฒนวิจิตร 

             ดร. ฌานิกา สุขวัฒนวิจิตร  หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงทางสังคม  สำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ  GISTDA   กล่าวว่า แอปพลิเคชัน Life Dee นวัตกรรมด้านสุขภาพจาก GISTDA ที่พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 2566 ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องในฐานะเครื่องมือสำคัญที่ช่วยดูแลสุขภาพประชาชน ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ภายใต้แนวคิด Geo-Health เพื่อให้คนไทยสามารถ “รู้ก่อน ป้องกันได้” และวางแผนการใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น โดย Life Dee ได้มีการผสานข้อมูลจากดาวเทียม สถานีตรวจวัดภาคพื้นดินและการวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อแสดงผลข้อมูลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมแบบเรียลไทม์ ผ่านแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายบนสมาร์ทโฟน รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

             โดยมีฟีเจอร์เด่น ครอบคลุมทุกมิติสุขภาพ ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบข้อมูลสำคัญ เช่น คุณภาพอากาศ และค่าฝุ่น PM2.5   ดัชนีความร้อน (Heat Index) เพื่อประเมินความเสี่ยงฮีทสโตรก  แผนที่สุขภาพ (Health Map) ที่ช่วยค้นหาสถานพยาบาล ร้านขายยา และหน่วยบริการสาธารณสุขใกล้ตัว พร้อมระบบนำทาง เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการเข้าถึงบริการ

             ทั้งนี้  Life Dee ให้ความสำคัญกับ “ความเท่าเทียมในการเข้าถึง” โดยพัฒนาแผนที่สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ เช่น ทางลาด ห้องน้ำ ที่จอดรถ และป้ายสัญลักษณ์ต่าง ๆ พร้อมปรับโฉมแอปใหม่ภายใต้แนวคิด Universal Design เพื่อให้ทุกคนใช้งานได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเท่าเทียม และภายในปีนี้เตรียมเปิดฟีเจอร์ใหม่ ยกระดับความปลอดภัย คือ พื้นที่เสี่ยงคนจมน้ำ ที่ร่วมมือกับกรมควบคุมโรค และเส้นทางอพยพและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเปราะบางที่โครงการต้นแบบได้เริ่มดำเนินการแล้วในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และอยู่ระหว่างขยายความร่วมมือไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราช

             “สิ่งที่เราทำจะไม่เกิดประโยชน์เลย   ถ้าหน่วยงานท้องถิ่นไม่ได้นำสิ่งนี้ไปประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนในพื้นที่ของตนเองได้ใช้งาน เหมือนดั่งที่เทศบาลเมืองชลบุรีได้เห็นถึงความสำคัญ  ”

             นอกจากนี้  Life Dee ยังเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ผ่านเทคโนโลยี Digital Twins  ที่ช่วยยกระดับการบริหารจัดการเมืองในมิติต่าง ๆ   โดย นายกุลพัชร  หล้าปาวงศ์    นักภูมิสารสนเทศ ฝ่ายความมั่นคงทางสังคม  สำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ  GISTDA   กล่าวว่า  การพัฒนาโครงการ  Digital Twin  หรือเมืองคู่ขนานดิจิทัลในพื้นที่เทศบาลเมืองชลบุรี  เพื่อใช้จำลองสถานการณ์และวางแผนบริหารจัดการเมืองในมิติต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การติดตามความปลอดภัยด้วยระบบ CCTV  ซึ่งสามารถวิเคราะห์จุดเสี่ยงอาชญากรรม โดยระบบจะนำพิกัดกล้อง CCTV กว่า 200 จุดในชลบุรีมาซ้อนทับกับข้อมูลสถิติอาชญากรรม เพื่อดูการกระจุกตัวของปัญหา หากพบจุดเสี่ยงที่กล้องไม่ครอบคลุม เจ้าหน้าที่สามารถ จำลองการติดตั้งกล้องเพิ่มเติมในโลกเสมือนเพื่อปรับมุมกล้องและทิศทางให้เหมาะสมที่สุดก่อนการติดตั้งจริง ช่วยประหยัดงบประมาณและเวลา

             มีการติดตามมลพิษทางอากาศในเขตเมือง  ซึ่งสามารถตรวจสอบคุณภาพอากาศและคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านกล้อง CCTV รวมถึง การบริหารจัดการน้ำท่วม ที่ระบบมีการเชื่อมโยงกับกล้อง CCTV เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถานการณ์จริงได้ทันทีและบริหารจัดการความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย   และยังมี การวิเคราะห์ศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา   ประชาชนในพื้นที่สามารถใช้ระบบเพื่อประเมินศักยภาพแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านตนเองว่าคุ้มค่ากับการติดตั้งโซล่าเซลล์เพื่อประหยัดไฟหรือไม่ ก่อนตัดสินใจลงทุน  

นายกุลพัชร  หล้าปาวงศ์ 

             ส่วนการอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มเปราะบาง มีระบบเข้าถึงบริการสาธารณะสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ ซึ่งมีการเก็บพิกัดสิ่งอำนวยความสะดวกทั่วเขตเทศบาล ทั้ง ที่จอดรถคนพิการ ทางลาด และห้องน้ำ เพื่อให้ผู้พิการและผู้สูงอายุสามารถค้นหาและนำทาง ที่สามารถใช้งานผ่านแอป  LIFE DEE ได้อย่างสะดวก อย่างไรก็ดีในส่วนของเส้นทางการอพยพกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน  ทีม GISTDA ได้มีการจำลองจุดจอดรถกอล์ฟพยาบาล ในพื้นที่ซอยแคบของชลบุรี เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงตัวผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว   

             การนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์เหล่านี้  ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของภาครัฐให้แม่นยำ รวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์   การันตีคุณภาพระดับประเทศของ Life Dee ด้วยรางวัลสำคัญที่ได้รับ ได้แก่ รางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2567 ด้านนวัตกรรมบริการภาครัฐ  และ รางวัล TAB Digital Inclusive Award 2569 สาขาการเข้าถึงแอปพลิเคชันยอดเยี่ยม จากสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย

นายองอาจ ประเสริฐจิตต์

             ด้านนายองอาจ ประเสริฐจิตต์ นายกเทศมนตรี   เทศบาลเมืองชลบุรี  กล่าวว่า เทศบาลเมืองชลบุรี  มี เป้าหมายชัดเจนในการที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน   เราไม่ได้มองเพียงแค่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่เรามุ่งมั่น ที่จะนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมต่าง ๆ เข้ามาแก้ปัญหา และดูแลประชาชนอย่างแท้จริงจึงเกิดเป็นความร่วมมือนี้ขึ้น  ซึ่งในอดีตแม้เทศบาลจะมีความร่วมมือในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ แต่โครงการยังอยู่ในกระดาษ วันนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะจากโครงการในกระดาษให้กลายมาเป็นเครื่องมือที่ทำงานได้จริงในพื้นที่ และพร้อมขยายผลไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ที่สนใจ

             ความร่วมมือระหว่าง GISTDA และเทศบาลเมืองชลบุรีในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำท้องถิ่นในการใช้เทคโนโลยีดูแลประชาชน แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ข้อมูลจากอวกาศ สามารถนำมาสร้างความปลอดภัยและสุขภาวะที่ดีให้กับประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

             ในการลงพื้นที่จ.ชลบุรี ครั้งนี้  ยังมีการเยี่ยมชมบริษัทมิตซูบิชิอิเลคทริค สยามคอมเพรสเซอร์ อุตสาหกรรมจำกัด  หรือ ME-SCI เป็นผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์ระบบโรตารี่ (Rotary) และสกรอลล์ (Scroll) ชั้นนำสำหรับเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความร้อน    ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการด้านการทดสอบผลิตภัณฑ์ และ Packaging จากศูนย์ทดสอบมาตรฐานชิ้นส่วนดาวเทียม ของ GISTDA  ซึ่งตั้งอยู่ใน อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

นายขจรศักดิ์ สุวัฒน์ธนากร

              นายขจรศักดิ์ สุวัฒน์ธนากร  กรรมการผู้จัดการ    ME-SCI กล่าวว่า  ME-SCI เป็นผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์สำหรับเครื่องปรับอากาศและเครื่องแช่แข็งรายแรกในประเทศไทย  บริษัทให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงฐานการผลิตไปสู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ที่จะช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวได้  

             ทั้งนี้บริษัทได้เป็นพันธมิตรกับ  GISTDA มากว่า 5  ปี โดยใช้บริการศูนย์ทดสอบมาตรฐานชิ้นส่วนดาวเทียม ของ GISTDA ซึ่งมีเครื่องมือที่แม่นยำสูงและหาได้ยากในหน่วยงานอื่นๆ  ซึ่งปัจจุบัน ME-SCI มีการใช้บริการเครื่องมือของ GISTDA ในการทดสอบแรงสั่นสะเทือน (Vibration Test)  ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีราคาสูงมาก สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มคอมเพรสเซอร์สำหรับรถขนส่ง  ที่ต้องเผชิญกับแรงกระแทกและความถี่ของการสั่นสะเทือนที่สูงและแตกต่างจากคอมเพรสเซอร์ทั่วไป  นอกจากนี้ยังใช้เครื่องมือในการทดสอบบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบขึ้น  เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานสากล  การทดสอบนี้จะช่วยยืนยันว่าบรรจุภัณฑ์สามารถปกป้องผลิตภัณฑ์ไม่ให้เสียหายและยังคงความสวยงามเมื่อต้องขนส่งทางเรือผ่านพายุหรือสภาวะที่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงไปถึงมือลูกค้าในต่างประเทศ

             บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานการวิจัย จาก  GISTDA จึงนับว่ามีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งทรัพยากรส่วนกลาง ที่ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องมือทดสอบราคาแพง ช่วยลดต้นทุนด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงลดค่าใช้จ่ายในการจ้างวิจัยและทดสอบในต่างประเทศ

             ด้วยเป้าหมายหลักของ GISTDA  คือการปรับเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยจากการเป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยีอวกาศ มาเป็นผู้ที่สามารถพัฒนาและผลิตดาวเทียมได้เองในประเทศ  จึงมีการดำเนินการครอบคลุม ตั้งแต่ต้นน้ำ คือ  การพัฒนาดาวเทียมและรับข้อมูล กลางน้ำ  คือ การประมวลผลข้อมูล  และปลายน้ำ คือการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ 

ดร. ศิริลักษณ์ พฤกษ์ปิติกุล รองผู้อำนวยการ GISTDA

             บนพื้นที่อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ ของ  GISTDA  อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี  ปัจจุบันจึงไม่ได้มีแค่สถานีควบคุมและรับสัญญาณดาวเทียม เท่านั้น  แต่ในพื้นที่แห่งนี้ยังมี “ศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ”  หรือ  AIT  หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศที่สำคัญของประเทศไทย

นายพีร์ ชูศรี รองผู้อำนวยการ GISTDA

              ทั้งนี้ในศูนย์ AIT  เปรียบเสมือนห้องปฏิบัติ หรือโรงงานขนาดใหญ่ในการพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนของดาวเทียม โดยมีทีมวิศวกรของ GISTDA ในการออกแบบพร้อมเครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบที่ได้มาตรฐานสากล   โดยศูนย์แห่งนี้ มีศักยภาพรองรับการผลิตดาวเทียมขนาดไม่เกิน  500 กิโลกรัม  ซึ่งเป็นดาวเทียมที่สามารถใช้งานได้จริงในระดับอุตสาหกรรม    

             ปัจจุบันทีมวิศวกร กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาชิ้นส่วนของดาวเทียม  THOES-3  ซึ่งจะเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรขนาดเล็ก และเป็นดาวเทียมดวงแรกที่ประกอบขึ้นในประเทศไทย  ด้วยฝีมือการออกแบบของทีมวิศวกรไทยที่ต่อยอดองค์ความรู้จากการร่วมพัฒนาดาวเทียม THOES- 2A   และยังใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทยประมาณ 10 %   เช่น การผลิตแผงโซล่าเซลล์ สำหรับดาวเทียมที่มีน้ำหนักเบาและมีประสิทธิภาพในการผลิตไฟสูง  ทั้งนี้คาดว่า ดาวเทียม  THOES-3  จะขึ้นสู่วงโคจรได้ในปี 2572

              ขณะเดียวกันด้วยเป็นห้องปฏิบัติการที่มีเครื่องมือทดสอบขนาดใหญ่ ที่รองรับมาตรฐานระดับโลก และเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย  ซึ่ง GISTDA  ได้เปิดให้บริการการทดสอบชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ กับทั้งภาครัฐและเอกชน ด้วยเครื่องมือ   อาทิ Vibration Test หรือ เครื่องทดสอบที่สามารถจำลองแรงและการสั่นสะเทือนได้หลายรูปแบบ     Thermal Cycling Chamber เครื่องจำลองอุณหภูมิร้อน-เย็นในสภาวะบรรยากาศปกติ สามารถจำลองช่วงอุณหภูมิได้ตั้งแต่-70 องศาเซนเซียส ถึง150 องศาเซนเซียส  และ Thermal Vacuum  Chamber  เครื่องจำลองอุณหภูมิร้อน-เย็นในสภาวะสุญญากาศ  ที่จำลองช่วงอุณหภูมิได้ตั้งแต่-170 องศาเซนเซียส ถึง170 องศาเซนเซียส  นอกจากนี้ยังมี Mass Properties Measurement Machine   เครื่องทดสอบคุณสมบัติเชิงกล ที่สามารถวัดตำแหน่งจุดศูนย์กลางมวล และโมเมนต์ความเฉื่อย

             ตบท้ายการลงพื้นที่จ.ชลบุรี กับภารกิจสร้างแรงบันดาลใจที่Space Inspirium ” แหล่งเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศแห่งแรกของประเทศไทย ที่เพิ่งปรับโฉมใหม่เมื่อเร็ว ๆ นี้    พบกับโซนต่าง ๆ ที่น่าสนใจ อาทิ การให้ความรู้ตั้งแต่การอัปเดทข้อมูลข่าวสารด้านอวกาศ  และพาไปรู้จักกับวิวัฒนาการของเทคโนโลยีอวกาศ  พร้อมก้าวสู่อวกาศด้วยเครื่องเล่น Space Elevatter และ Space Garuda ที่จำลองสถานการณ์จริงที่นักบินอวกาศต้องเจอ    รวมถึงทดลองเล่นเครื่อง Gyroscope  ที่จำลองสภาวะการหมุนเหวี่ยงแบบไร้ทิศทาง  นอกจากนี้ยังมีโซนให้ความรู้  ความเข้าใจเกี่ยวกับวงโคจรของดาวเทียม การจำลองการพัฒนาดาวเทียม การนำเทคโนโลยีอวกาศไปใช้ในชีวิตประจำวัน   การนำภาพถ่ายดาวเทียมไปประยุกต์ใช้ในการจัดการด้านต่าง ๆ 

               “เทคโนโลยีอวกาศเปลี่ยนโลกได้อย่างไร”  หาคำตอบได้ที่ Space Inspirium  อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ   GISTDA  อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี  เปิดบริการทุกวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 09:00 – 16:00 น.