กรุงเทพฯ 2 กันยายน 2569 — สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ร่วมกับไมโครซอฟท์ จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “Zero Trust Guidelines in Action Workshop” เดินหน้ายกระดับความพร้อมด้านความปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) มุ่งส่งเสริมการประยุกต์ใช้แนวคิด Zero Trust ผสานศักยภาพ AI เพื่อรับมือภัยคุกคามยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ปัจจุบัน ภูมิทัศน์ความเสี่ยงทางไซเบอร์ทวีความซับซ้อนขึ้นอย่างมาก เนื่องจากการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ที่เข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนทุกภาคส่วน ในขณะเดียวกัน ฝั่งผู้โจมตีก็ได้นำ AI และระบบอัตโนมัติมาใช้สแกนหาช่องโหว่พร้อมเปิดการโจมตีได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กรอบเวลาในการรับมือกับภัยคุกคามลดลงอย่างมหาศาล จากอดีตที่เคยมีเวลาแก้ไขเป็นระดับวัน ปัจจุบันกลับเหลือเพียงระดับชั่วโมงหรือนาทีเท่านั้น
นอกจากนี้ ปัญหาบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านรั่วไหลบนฐานข้อมูลสาธารณะยังคงเป็นภัยคุกคามที่น่ากังวล โดยในประเทศไทยพบสถิติรหัสผ่านและบัญชีรั่วไหลสะสมสูงถึงเกือบ 300 ล้านบัญชี การที่ผู้โจมตีครอบครองทั้งข้อมูลรั่วไหลและมี AI เป็นเครื่องมือทุ่นแรง ส่งผลให้สถาปัตยกรรมความปลอดภัยแบบดั้งเดิม ที่พึ่งพาเพียงการป้องกันแนวขอบเขตเครือข่าย หรือการยืนยันตัวตนด้วยรหัสผ่าน ไม่เพียงพอที่จะปกป้องสินทรัพย์ดิจิทัลขององค์กรได้อีกต่อไป
“Zero Trust” ยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์ให้เท่าทันภัยคุกคาม

พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ กล่าวถึงทิศทางนโยบายและความสำคัญของการปรับใช้ Zero Trust ในประเทศไทยว่า “ภัยคุกคามไซเบอร์ในปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว การพึ่งพาเพียงชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านไม่เพียงพอต่อการปกป้องระบบขององค์กรอีกต่อไป สกมช. ในฐานะหน่วยงานดูแลความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ จึงมุ่งผลักดันให้แนวทางปฏิบัติ Zero Trust เป็นมาตรฐานสำคัญสำหรับหน่วยงาน CII และองค์กรไทยภายใน 2 ปีข้างหน้า ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ ‘Assume Breach’ ที่ต้องพร้อมรับมือและจำกัดความเสียหายจากการโจมตีอยู่เสมอ พร้อมทั้งตรวจสอบทุกการเข้าถึงระบบโดยไม่ไว้วางใจสิ่งใดล่วงหน้า ทั้งนี้ แนวคิด Zero Trust ไม่ได้เป็นเพียงการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่ต้องขับเคลื่อนโดยผู้บริหารระดับสูง เนื่องจากความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์คือส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร ไม่ใช่ภาระหน้าที่ของฝ่ายไอทีเพียงลำพัง ความร่วมมือในการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการร่วมกับไมโครซอฟท์ในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการช่วยให้องค์กรสามารถประเมินความพร้อม วางโรดแมปได้อย่างชัดเจน และร่วมกันสร้างระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศไทยให้มีความยืดหยุ่นและมั่นคงปลอดภัยในระดับสากล”
สถาปัตยกรรม AI-First Security จากไมโครซอฟท์ อีกขั้นของความปลอดภัยไซเบอร์องค์กร
เพื่อร่วมขับเคลื่อนกรอบการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เบรตต์ ไลต์ฟุต ผู้อำนวยการฝ่ายที่ปรึกษาภาคอุตสาหกรรม ประจำภูมิภาคเอเชีย ไมโครซอฟท์ ได้นำเสนอแนวคิดและโซลูชันความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่สอดรับกับแนวทางของ สกมช. โดยอิงตาม 3 หลักการพื้นฐานของสถาปัตยกรรม Zero Trust ที่ไมโครซอฟท์ใช้เป็นหัวใจในการสร้างรากฐานความปลอดภัยให้แก่ทุกระบบ ผลิตภัณฑ์ และบริการ ประกอบด้วย

- ตรวจสอบทุกคำขอ (Verify explicitly) ใช้ข้อมูลทั้งหมดที่มีในระบบเพื่อตรวจสอบและยืนยันว่าผู้เข้าใช้งานและคำขอเข้าใช้งานเป็นของจริง โดยทำการตรวจสอบอย่างละเอียดเท่าๆ กัน ไม่มีการผ่อนปรนแม้จะเป็นคำขอของผู้ใช้งานจากภายในองค์กร เนื่องจากคำขออาจถูกปลอมแปลงได้โดยผู้ประสงค์ร้ายที่แทรกซึมเข้ามา
- ให้สิทธิ์เฉพาะที่จำเป็น (Use least privilege access) กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลและระบบต่างๆ ของผู้ใช้แต่ละคนเพียงเท่าที่จำเป็นต่อการทำงานเท่านั้น เพื่อให้ทุกคนสามารถปฏิบัติงานได้ตามเป้าหมายโดยไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น
- พร้อมรับมือและจำกัดความเสียหายจากการโจมตี (Assume breach) ออกแบบเครือข่าย ระบบการให้สิทธิ์เข้าถึงในส่วนต่างๆ และระบบตรวจสอบ/ตอบโต้ที่ทันต่อเหตุการณ์ เพื่อจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตี และตอบโต้ได้แบบเรียลไทม์ พร้อมใช้ทุกมาตรการเพื่อปกป้องข้อมูลให้ปลอดภัย นับตั้งแต่การเข้ารหัสข้อมูลแบบครบวงจร ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจหาเหตุต้องสงสัยที่อาจเป็นสัญญาณของการโจมตี
นอกจากนี้ โซลูชันและสถาปัตยกรรม AI-First Security ของไมโครซอฟท์ยังมุ่งเน้นการปกป้องที่ครอบคลุม 6 เสาหลักสำคัญขององค์กร ได้แก่ อัตลักษณ์ผู้ใช้งาน (Identity), อุปกรณ์ปลายทาง (Endpoints), แอปพลิเคชัน, ข้อมูล, โครงสร้างพื้นฐาน และ เครือข่าย พร้อมกันนี้ ไมโครซอฟท์ได้นำเสนอแพลตฟอร์มความปลอดภัยแบบ AI-First ที่ครบวงจรในทุกขั้นตอน ครอบคลุมทั้ง Microsoft Security และ Microsoft Sentinel ซึ่งผสานศักยภาพจากข้อมูลวิเคราะห์ภัยคุกคามระดับโลก (Global Threat Intelligence) ของไมโครซอฟท์ เข้ามาช่วยขับเคลื่อนการทำงาน ทำให้องค์กรสามารถตั้งรับ ตรวจจับ และตอบโต้ภัยคุกคามได้อย่างแม่นยำและทันท่วงทีในทุกสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ภายในงาน Zero Trust Guidelines in Action Workshop ได้นำเสนอเนื้อหาที่ครอบคลุมทั้งมิติเชิงนโยบาย เทคโนโลยี และแนวทางการปฏิบัติตามกฎหมาย ผ่านเทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยของไมโครซอฟท์ที่สอดรับกับสภาพแวดล้อมระบบของหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) พร้อมถ่ายทอดบทเรียนการเปลี่ยนผ่านสู่ Zero Trust ของภาครัฐในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ซึ่งอ้างอิงตามกรอบมาตรฐาน NIST SP 800-207 เพื่อแสดงให้เห็นภาพการทำงานจริงในระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อีกทั้งยังได้แนะแนวทางการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 ซึ่งเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลอย่าง ISO/IEC 27001 และ NIST CSF พร้อมจัดกิจกรรมกลุ่มย่อย แบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้ทดลองประเมินความพร้อมและจัดทำโรดแมปการปรับใช้ Zero Trust ที่เหมาะสมกับบริบทและการใช้งานจริงของแต่ละองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการปรับใช้ Zero Trust ของ สกมช. ได้ที่เว็บไซต์ www.NCSA.or.th/standards และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแพลตฟอร์มการรักษาความปลอดภัยแบบ AI-First จากไมโครซอฟท์ได้ที่ Microsoft Zero Trust Security and Strategy
