RUN จับมือ CSIRO  เปิดตัวโครงการแลกเปลี่ยนธุรกิจร่วมทุนไทย-ออสเตรเลีย ยกระดับดีฟเทคสตาร์ทอัพสร้างความยั่งยืนทางอาหาร พร้อมขยายตลาดสู่สากล

Cover Story

RUN ร่วมกับเมืองนวัตกรรมอาหาร  สวทช. และสำนักงานวิทยาศาสตร์แห่งชาติของออสเตรเลีย (CSIRO) เปิดตัวโครงการแลกเปลี่ยนธุรกิจร่วมทุนไทย-ออสเตรเลีย หรือ VEP  มุ่งสร้างความยั่งยืนทางอาหาร  หวังยกระดับศักยภาพสตาร์ทอัพด้านเกษตรและอาหารไทย  ในการขยายตลาด และสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับสากล

           รองศาสตราจารย์ ดร.ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN Office)  กล่าวว่า เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย ( Research University Network Thailand, RUN ) และเมืองนวัตกรรมอาหาร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)   ร่วมกับสำนักงานวิทยาศาสตร์แห่งชาติของออสเตรเลีย (CSIRO)  เปิดตัว “โครงการแลกเปลี่ยนธุรกิจร่วมทุนไทย-ออสเตรเลีย” (Thailand-Australia Venture Exchange Program  หรือ  VEP )  ในหัวข้อ “งานนวัตกรรมอาหารเพื่อความยั่งยืนระหว่างไทยและออสเตรเลีย” ( Thailand-Australia Innovations in Food for Sustainability  หรือ IF4S )  ที่มุ่งเน้นการสนับสนุน Food Tech Startups ที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และระบบอาหารเกษตรที่ยั่งยืน (Sustainable Agrifood Systems) เพื่อยกระดับศักยภาพ การขยายตลาด และสร้างเครือข่ายพันธมิตรในระดับสากล

          โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระดับรัฐบาลระหว่างไทยและออสเตรเลีย เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและเศรษฐกิจผ่านกลไกการวิจัยและนวัตกรรม   ที่ดำเนินการโดยสำนักงานวิทยาศาสตร์แห่งชาติของออสเตรเลีย หรือ  CSIRO   ผ่านสองแนวทางหลัก คือการสร้าง Consortium ด้านการวิจัย ร่วมกันระหว่างนักวิจัยไทยและออสเตรเลียแบบ Matching Fund และการสร้าง Deep Tech Startup ผ่านโครงการแลกเปลี่ยน  ทั้งนี้ โครงการ Venture Exchange Program หรือ VEP  จะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนสตาร์ทอัพด้านเกษตรและอาหาร  ซึ่งเป็น Acceleration Platform ที่เน้นการบ่มเพาะและเร่งการเติบโต โดยมี เมืองนวัตกรรมอาหาร หรือ Food Innopolis  สวทช. เข้ามาช่วยออกแบบกระบวนการร่วมกับ CSIRO  และคัดเลือกสตาร์ทอัพจากออสเตรเลียและไทยในเครือข่าย RUN   ซึ่งตั้งเป้าให้มีตัวแทนอย่างน้อย 1 รายต่อ 1 มหาวิทยาลัยในเครือข่าย

          รองศาสตราจารย์ ดร.ชาลีดา  กล่าวอีกว่า  เกณฑ์การคัดเลือกของโครงการนี้ไม่เน้นขั้นแนวคิด (Ideation) แต่เน้นความพร้อมสู่ตลาด  โดยมีระดับความพร้อมเทคโนโลยี (TRL)  ต้องอยู่ที่ระดับ 4-5 ขึ้นไป  ซึ่งสินค้าและเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจ  เช่น  High Value Protein  เทคโนโลยีการดัดแปลงโปรตีนให้มีคุณสมบัติตามต้องการ เช่น โปรตีนใสที่ละลายน้ำได้ง่าย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสมุนไพร  โดยเฉพาะกลุ่มที่ช่วยลดความเครียด (Anxiety) และช่วยเรื่องการนอนหลับ ซึ่งเป็นที่ต้องการมากในตลาดออสเตรเลีย   และเทคโนโลยีเสริมประสิทธิภาพ  เช่น การใช้ AI  กระบวนการหมัก (Fermentation)  เทคโนโลยีการแปรรูป และบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างความต่างและเพิ่มมูลค่าสินค้า

          “  ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเผชิญวิกฤต เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change), การหยุดชะงักทางเทคโนโลยี (Technology Disruption) และสังคมสูงวัย เชื่อว่า “การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระดับโลก” คือคำตอบในการหาทางออกและแก้ไขปัญหาร่วมกัน   โดยออสเตรเลียถือเป็นตลาดที่มีมาตรฐานสูง หากสินค้าไทยสามารถเจาะตลาดนี้ได้ จะได้รับการยอมรับ ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย  ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นใบเบิกทางสู่สากล ที่จะช่วยผลักดันให้ Deep-tech Startups และบริษัท Spin-offs เติบโตขึ้น ซึ่งหวังว่าจะมีการขยายความร่วมมือนี้ไปยังสาขาอื่นๆ นอกเหนือจากด้านอาหารในอนาคต โดย RUN ถือว่าโครงการ VEP เป็นภารกิจสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลและความรู้ในการสร้างโซลูชันที่แข็งแกร่งสำหรับโลกอนาคต”  รองศาสตราจารย์ ดร.ชาลีดา กล่าว

          Mr. Andrew Egan  อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย กล่าวว่า   ความร่วมมือด้านนวัตกรรมอาหารเพื่อความยั่งยืน (IF4S) เป็นการแสดงถึงความพยายามที่เป็นรูปธรรมในการขยายความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างออสเตรเลียและไทยไปสู่ ระบบอาหารเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep-tech food systems)  โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศและการค้าออสเตรเลีย (DFAT) เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายระดับชาติร่วมกันในด้าน สุขภาพ  การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ และความมั่นคงทางอาหาร และเป็นตัวอย่างของ ” วิทยาศาสตร์และการทูตในทางปฏิบัติ”  ที่เชื่อมโยงความหลากหลายทางชีวภาพทางการเกษตร ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “ครัวของโลก” เข้ากับระบบนิเวศทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกของออสเตรเลีย ผ่านข้อตกลงในหนังสือเจตจำนง (LOI) 2 ฉบับ คือ Venture Exchange Program (VEP) เพื่อสร้างความเชื่อมโยงทางการค้า เชื่อมโยงสตาร์ทอัพและ SMEs ด้านเกษตรและอาหารของทั้งสองประเทศเข้ากับโอกาสทางการตลาดและการวิจัย และ Bilateral Research Grants Program  ทุนวิจัยร่วมระหว่างหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)  และ CSIRO เพื่อกำหนดอนาคตของโภชนาการและนวัตกรรมอาหารที่ยั่งยืน

           ด้าน Ms. Amelia Fyfield  ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ CSIRO   กล่าวว่า  ที่ผ่านมา  CSIRO มีความร่วมมือกับประเทศไทยในหลายด้านสำคัญ  เช่น  พลังงาน  วัสดุหมุนเวียน   คุณภาพน้ำ และการสังเกตการณ์โลก อย่างไรก็ตาม ด้านเกษตรและอาหารยังเป็นช่องว่างที่สำคัญ ทั้งที่ทั้งสองประเทศต่างเป็นผู้นำในการผลิตอาหารในภูมิภาค  โครงการ   VEP  ซึ่งเป็นโครงการที่มีผลกระทบสูง (High-impact) จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงสตาร์ทอัพและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ด้านเกษตรและอาหารจากทั้งสองประเทศเข้ากับงานวิจัย อุตสาหกรรม และโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ โดยมุ่งเน้นไปที่ความท้าทายร่วมกัน เช่น การผลิตอาหารที่ยั่งยืน การปรับปรุงโภชนาการและสุขภาพ และการสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ซึ่งความหลากหลายทั้งในด้านเพศ วัฒนธรรม และประสบการณ์  จะช่วยให้นวัตกรรมมีความคิดสร้างสรรค์และสร้างผลกระทบได้ดียิ่งขึ้น

          “ VEP ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของ “คน” ทั้งผู้ประกอบการและนักวิจัยที่จะมาแบ่งปันความทะเยอทะยานร่วมกัน โดยความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง สวทช.  และเครือข่าย RUN จะช่วยสร้างแพลตฟอร์มทวิภาคีที่แข็งแกร่งกว่าการทำงานแยกส่วนกัน  ความร่วมมือในวันนี้  เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์และการลงทุนเพื่อ อนาคตของนวัตกรรมและความมั่งคั่งร่วมกัน รวมถึงความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างออสเตรเลียและไทย”